แล้งหนัก!วอนรัฐช่วยสวนชะอมกำลังยืนต้นตาย

แล้งหนัก! ชาวสวนชะอมอ่างทอง วอนหน่วยงานภาครัฐช่วย หลังสวนชะอมกว่า 300 ไร่ กำลังจะยืนต้นตาย
เช้าวันนี้ (19 ม.ค. 58) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบสวนชะอมในหมู่ที่ 3 ต.โพธิ์รังนก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง หลังทราบจากชาวบ้านว่าที่สวนชะอมในหมู่บ้านดังกล่าว กำลังประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ชะอมซึ่งเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศแล้ง กำลังจะยืนต้นตาย เนื่องจากไม่มีน้ำไปหล่อเลี้ยง จนชาวบ้านต้องปรึกษากันหาสูบน้ำจากบ่อทรายร้างที่เลิกกิจการไปแล้ว มาลงในคลองน้ำทิ้งของชลประทาน แล้วสูบต่อลงในคลองที่ชาวบ้านใช้ทำการเกษตร รวมระยะทางยาวกว่า 4 กิโลเมตร เพื่อนำน้ำมาหล่อเลี้ยงสวนชะอมกว่า 300ไร่ในหมู่บ้าน โดยไม่มีหน่วยงานไหนมาเหลียวแล
หลังรับแจ้งปัญหาและเดินทางไปถึงพบบริเวณ 2 ข้างทางเข้าหมู่บ้าน มีสวนชะอมอยู่ตลอดข้างทาง ต่างประสบปัญหาภัยแล้งจนต้นชะอมมีสีเหลือง ดินแตกระแหง ในสวนชะอมมีการเดินท่อประชาเป็นสปิงเกอร์สำหรับให้น้ำชะอมเป็นจุด ๆ แต่ก็ไม่มีน้ำให้สปริงเกอร์ได้ทำงาน และเมื่อเดินทางมาถึงบริเวณคลองชลประทานในหมู่บ้าน พบมีชาวบ้านกำลังรวมกลุ่มช่วยกันดูแลเครื่องสูบน้ำที่ตั้งสูบน้ำจากคลองชลประทานลงคลองในหมู่บ้าน
จากการสอบถามนายพยุง คุ้มสกุลณี อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 133 หมู่ที่ 3 ต.โพธิ์รังนก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง เกษตรกรผู้ทำสวนชะอม และเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ได้กล่าวว่า ตอนนี้ภัยแล้งได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรอย่างหนัก ไม่เพียงแต่นาข้าวที่กำลังเดือนร้อน ตอนนี้สวนชะอมก็ได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งชะอมนี้ถือว่าเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศแล้งมาก แต่ตอนนี้แล้งหนักชะอมในหมู่บ้านกว่า300 ไร่ กำลังจะยืนต้นตาย เกษตรกรผู้ปลูกชะอม จำนวน 68 คน กำลังเดือดร้อน ตนในฐานะผู้ใหญ่บ้าน จึงได้เรียกประชุมชาวบ้านในหมู่บ้าน ซึ่งล้วนแล้วแต่ปลูกชะอม มาร่วมกันทางออกช่วยกันแก้ปัญหา โดยใช้ประโยชน์น้ำจากบ่อทรายร้างในหมู่บ้านที่เลิกกิจการไปแล้ว มาช่วยประทังปัญหาในการเกษตรไปก่อนน่าจะดี แต่ติดปัญหาอยู่ที่ระยะทาง ซึ่งบ่อทรายดังกล่าวอยู่ห่างไกลสวนชะอม ในการที่จะสูบน้ำออกต้องใช้เครื่องสูบน้ำถึง 3 ตัวในการสูบเป็นช่วง ๆ แต่ถึงจะลำบากอย่างไรก็ต้องทำ เนื่องจากเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สวนชะอมอยู่รอด ชาวบ้านในหมู่บ้านไม่เดือดร้อน จึงตัดสินใจนำเครื่องสูบน้ำส่วนรวมในหมู่บ้านที่ซื้อจากงบ SML จำนวน 3 ตัวมาตั้งเพื่อสูบน้ำ โดยจุดแรกตั้งเครื่องสูบจากบ่อทรายร้าง ลงมาในคลองน้ำทิ้ง (คลองชลประทาน) และจุดที่ 2 ตั้งจากคลองน้ำทิ้งมาลงในคลองหมู่บ้านที่ชาวบ้านใช้ทำการเกษตร และจุดสุดท้ายจะเป็นจุดที่สูบน้ำจากคลองหมู่บ้านไปตามสวนเกษตรกร แล้วชาวบ้านก็จะนำน้ำไปใช้ในสวนชะอมของแต่ละคน ซึ่งกินระยะทางยาวกว่า 4 กิโลเมตร เมื่อได้แนวทางและวิธีการสูบน้ำแล้ว ต้องมาเจอปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายในเรื่องน้ำมันเครื่องสูบน้ำ โดยทางชุมชนได้ตกลงนำเงินจากกองทุนกลุ่มปุ๋ยหมักชีวภาพ ซึ่งเป็นกองทุนที่ชุมชนตั้งขึ้นมาเพื่อทำปุ๋ยและจำหน่ายปุ๋ยในหมู่บ้าน โดยมีเงินสดเก็บไว้อยู่ 4 หมื่นบาท มาใช้ก่อน ซึ่งตั้งเครื่องสูบน้ำมาแล้วเกือบ 2 วัน หมดค่าใช้จ่ายไปแล้วเกือบ 3 พันบาท
นายพยุง กล่าวต่อว่า น้ำที่สูบมาสามารถช่วยให้เกษตรกรสวนชะอมในหมู่บ้านมีน้ำไปใช้ในสวน ซึ่งชะอมนั้น ก่อนหน้านี้เจอปัญหาอากาศเย็นไม่ออกยอด แต่ตอนนี้เจอน้ำแล้งจนต้นชะอมจะยืนต้นตาย ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาวิกฤติมาก เนื่องจากชะอมนั้นทนแล้งได้ดี แต่ตอนนี้แล้งมาเป็นเดือนแล้ว ซึ่งปกติชาวสวนชะอมจะรดน้ำ 3-4 วัน ครั้ง หรือไม่ก็อาทิตย์ละครั้ง แต่นี้ขาดน้ำมาเป็นเดือน ๆ นอกจากยอดจะไม่ออกแล้วต้นยังจะตายอีก แต่หลังจากสูบน้ำมาแล้วคาดว่าน่าจะดีขึ้น โดยเมื่อชาวบ้านนำน้ำไปรดชะอม ต้นชะอมก็จะฟื้นตัว และเมื่อได้แดดก็จะออกยอดให้ชาวบ้านเก็บได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเงินทุนที่มีจะนำมาช่วยชาวบ้านสูบน้ำได้สักเท่าไหร่ อยากวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยเหลือชาวสวนชะอมบ้าง เนื่องจากชะอมในหมู่บ้านนี้ถถ้ารวมกันจะสร้างรายได้เฉลี่ยให้ชุมชนเดือนละหลายแสน โดยราคาชะอมตอนนี้อยู่ที่กำละ 20-25บาท ต่อไร่จะเก็บชะอมได้ประมาณ 60-70 กำ โดยตัดทุก 4 วัน แต่ตอนนี้แล้งหนักได้เพียง 20-30 กำเท่านั้น แต่หากเป็นหน้าฝนมีน้ำมาก ราคาชะอมจะถูกเพียงกำละ 5-7 บาท เท่านั้น และในแต่ละไร่จะเก็บได้ประมาณ 200-250 กำ / ไร่ ซึ่งถือว่าชะอมเป็นพืชที่ทำรายได้ให้กับชาวบ้านได้ดีกว่าการทำนาเสียอีก และที่สำคัญชาวบ้านยึดเป็นอาชีพหลักไปแล้ว
ด้านนางเรณู พึ่งเนตร อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96/2 หมู่ที่ 3 ต.โพธิ์รังนก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง กล่าวว่า ตนก็ทำสวนชะอมอยู่เหมือนกัน ตอนนี้กำลังแย่สวนชะอมไม่ออกยอดและต้นกำลังเหลือง เนื่องจากขาดน้ำ ตั้งแต่ทำสวนมาจะไม่เคยเจอแล้งแบบนี้ ปกติจะแล้งแค่พักเดียว แล้วสูบน้ำในคลองขึ้นมาก็ทำสวนได้ต่อ แต่ตอนนี้น้ำในคลองก็ไม่มีให้ทำสวน ดีที่มีบ่อทราย หากไม่มีบ่อทราย พวกตนก็ไม่รู้จะนำน้ำจากไหนมาทำสวน คงต้องปล่อยให้ชะอมยืนต้นตายไปต่อหน้าต่อตา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านต่างหวั่นใจในเรื่องภัยแล้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ เนื่องจากตามที่ภาครัฐได้แจ้งให้เกษตรกรทราบว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นจะอยู่แค่ช่วงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ แต่จากประสบการณ์และการติดตามข่าวน้ำ ทำให้ชาวบ้านมั่นใจว่าภัยแล้งน่าจะยาวนานมากกว่านี้ และมีสถานการณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยภาครัฐรณรงค์ให้งดทำนา แล้วหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน ขนาดพวกชาวนสวนปลูกชะอมที่ทนแล้งได้นาน ยังแย่ ก็ไม่รู้จะไปปลูกอะไรแทนแล้ว โดยในพื้นที่หมู่ที่ 1-3 ของ ต.โพธิ์รังนก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ถือว่าเป็นแหล่งปลูกชะอมที่มากที่สุดในประเทศไทย







