สำรวจความเสียหาย “หาดใหญ่” เมืองเศรษฐกิจเม็ดเงินสะพัดเกือบครึ่งแห่งสงขลา ร้านอาหาร-ร้านนวด-โรงแรม ขาดสภาพคล่อง เอกชนจี้รัฐออกมาตรการ “Soft Loan” จูงใจผู้ประกอบการฟื้นฟูกิจการ แนะกางแผนทำ “Floodway” เร่งด่วน สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว-นักลงทุน คาดตัวเลขความเสียหายไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท
2 เดือนสุดท้ายของทุกปี ขึ้นชื่อว่า เป็นช่วงขาขึ้นของภาคธุรกิจ จะซบเซาจะเงียบเหงาเดือนไหน แต่พฤศจิกายนและธันวาคมล้วนเป็น “ความหวัง” ของผู้ประกอบการทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ แต่ 2 เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านกลับมาเป็นช่วงเวลาพลิกผันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจอย่าง “หาดใหญ่” อำเภอที่มีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนกว่า 45% ของทั้งจังหวัดสงขลา
ภาพน้ำท่วมขังสูงสุดเกือบ 4 เมตร ปริมาณน้ำฝนที่มากกว่า “ฝน 100 ปี” เกินกว่าที่มาตรการป้องกันใดๆ ที่ผ่านมาจะรับไหว สร้างแรงสั่นสะเทือนทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน น้ำลดมาแล้ว 2 เดือนเศษๆ แต่ความเสียหายที่มียังไม่หายไป
“ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง” ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ระบุว่า อุทกภัยครั้งนี้กินพื้นที่ความเสียหายเป็นวงกว้างราว 80% ของอำเภอหาดใหญ่ มีเพียงโซนถนนกาญจนวนิชและอำเภอคอหงส์เท่านั้นที่เหลือรอดจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดกับตีนเขา ส่วนอื่นๆ เป็นพื้นที่แอ่งกระทะ เมื่อมีมวลน้ำปริมาณมหาศาลจึงไหลเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่แทบทั้งหมด จะจมมากหรือจมน้อยแต่ทุกพื้นที่เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ภาพของหาดใหญ่ตอนนี้ แม้มีร้านอาหาร โรงแรม และภาคบริการหลายแห่งเปิดให้บริการเป็นปกติ แต่เทียบสัดส่วนก่อนและหลังเหตุการณ์น้ำท่วม พบว่า มีจำนวนร้านค้ากลับมาเปิดให้บริการค่อนข้างน้อย หาดใหญ่เป็นเมืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านธุรกิจภาคบริการเป็นหลัก มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศใกล้เคียงอย่าง “มาเลเซีย” และ “สิงคโปร์” ราว 17,000-18,000 คนต่อวัน โรงแรมกลับมาเปิดแล้ว 30-50% ส่วนร้านอาหารยังกลับมาได้ไม่ถึง 20%
ที่เป็นเช่นนี้เพราะยังขาดอีโคซิสเทมทั้งระบบ ร้านอาหารบางแห่งไปต่อไม่ได้เพราะเสียหายหนัก บางแห่งฝ้าถล่ม ระบบไฟฟ้าเสียหายทั้งหมด จะกลับมาได้ต้องมีเม็ดเงินลงทุนเพื่อการซ่อมแซม ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือร้านค้าหลายแห่งมีเม็ดเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ บางร้านมีศักยภาพก็กลับมาเปิดต่อได้ บางร้านเป็นผู้ประกอบการตัวเล็กๆ หรือได้รับความเสียหายหนักก็ยังกลับมาได้ไม่เต็มร้อย ยืนยันว่า คนหาดใหญ่อยากกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่สภาพความเป็นอยู่ตอนนี้ยากจะทำแบบนั้นได้
ด้าน “สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา” นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา ฉายภาพธุรกิจโรงแรมตอนนี้ว่า มีความเสียหายแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว อย่างที่ทราบกันดีว่า 2 เดือนสุดท้ายของปีเป็นช่วงเวลา “Peak Time” เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด รายได้ตรงนี้ก็หายไปทั้งหมด ส่วนต่อมาคือสูญเสียทรัพย์สิน ต้องซ่อมแซมโรงแรมที่มีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่หลักล้านไปจนถึงหลายสิบล้าน เฉพาะธุรกิจโรงแรมประเมินคร่าวๆ ว่า อาจมีความเสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท
นายกสมาคมฯ ชี้ให้เห็นว่า การฟื้นฟูโรงแรมยังดำเนินต่อไป แต่สำคัญไปกว่านั้น คือภาพรวมของการท่องเที่ยวในหาดใหญ่ แม้โรงแรมกลับมาเปิดได้ แต่ถ้าร้านอาหาร ร้านนวด สถานประกอบการยังไม่กลับมา นักท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับมาที่นี่ได้เท่ากับภาพก่อนน้ำท่วม เมื่อก่อนเดินริมถนนทุกร้านมีไฟสว่างไสว ขณะที่ตอนนี้บางร้านยังคงปิดไม่มีกำหนด จากภาพความสวยงามแบบเดิม กลายเป็นซากปรักหักพัง กองขยะริมถนน โจทย์ตอนนี้จะทำอย่างไรเพื่อเร่งฟื้นเมืองรับหน้าเทศกาลที่เป็นความหวังของผู้ประกอบการ อย่าง “ตรุษจีน” และ “สงกรานต์” ที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“พื้นที่หาดใหญ่มีทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่วัตถุประสงค์ของการเข้ามาต่างกัน คนไทย 70-80% ทำธุระ ประชุมสัมมนา ส่วนต่างชาติโดยเฉพาะมาเลเซียประมาณ 90% มาเที่ยว มากิน มาใช้ชีวิต ตั้งแต่น้ำท่วมเป็นต้นมาตัวเลขนักท่องเที่ยวค่อยๆ ดีดกลับ แต่ก็ยังไม่ถึงครึ่งของช่วงปกติ ด่านสะเดาช่วงสิ้นปีวันๆ หนึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 17,000-18,000 คน ตอนนี้มี 10,000 คน และ 10,000 คนนี้ไม่ได้อยู่ในหาดใหญ่ทั้งหมด ส่วนมากเดินทางไปพื้นที่อื่นที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวมากกว่า ปัญหาคือช่วงแรกๆ ที่นี่หาของกินที่นี่ไม่ได้เลย บางคนไม่ใช่ผู้ประกอบการอาหารก็ต้องมาทอดไก่ขายข้างทาง”
“ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้ข้อมูลว่า ยอดขายในอำเภอหาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของยอดขายบนแพลตฟอร์ม LINE MAN ในภาคใต้ทั้งหมด สะท้อนว่า “หาดใหญ่” เป็นเมืองศักยภาพ มีชื่อเสียงเรื่องอาหารอร่อยเป็นทุนเดิม ในฐานะแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่มองเห็นช่องโหว่ที่จะเข้ามาอุดรอยรั่วได้
เพราะมีร้านอาหารที่ปิดตัวชั่วคราวไปเยอะและยังไม่สามารถกลับมาให้บริการได้ จึงเกิดไอเดีย “ครัว LINE MAN สัญจร” (Cloud Kitchen) เปิดพื้นที่ให้เจ้าของร้านอาหารที่ยังไม่มีความพร้อมด้านพื้นที่เข้ามาตั้งครัวในบริเวณดังกล่าว ลูกค้าเดินเข้ามาซื้อได้ หรือจะกดสั่งผ่านแอปพลิเคชันก็เป็นจุดศูนย์รวมให้ไรเดอร์เข้ามารับสินค้าได้เช่นกัน
ทั้งนี้ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลาสะท้อนถึงมาตรการที่ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทอย่างเร่งด่วน เพื่อต่อลมหายใจผู้ประกอบการด้วย “Soft Loan” หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยภาครัฐเสนอวงเงินรายละ 1 ล้านบาท ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายวงเงินเป็น 3 ล้านบาท ถึงอย่างนั้นในกลุ่มนักธุรกิจภาคเอกชนที่หาดใหญ่ได้มีการพูดคุยกันว่า วงเงินกู้ 3 ล้านบาท ช่วยเหลือได้ครอบคลุมกับธุรกิจบางกลุ่มเท่านั้น
ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในหาดใหญ่มีตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ อาทิ ธุรกิจโชว์รูมรถยนต์ พบว่า รถยนต์ทั้งหมด 60 คันจมน้ำ หรือบางธุรกิจที่มีสาขาหลายสิบแห่ง วงเงิน 3 ล้านบาทไม่อาจช่วยให้กลุ่มนี้ฟื้นได้ “ทรงพล” เสนอที่วงเงิน “40 ล้านบาท” เท่ากับมาตรการ Soft Loan ที่ใช้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีรายละเอียดคงดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก และเพดานอัตราดอกเบี้ย 1.5% ตลอดกรอบเวลา 5 ปี เพื่อดึงดูดให้นักธุรกิจยังตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ต่อไป
ย้ำชัดว่า “หาดใหญ่” จะกลับมาได้อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินและแรงสนับสนุนจากภาครัฐ นอกจากเม็ดเงินในระบบภาครัฐต้องเรียกความเชื่อมั่น ทำอย่างไรให้คนมั่นใจว่า ที่นี่อยู่ได้ น้ำท่วมใหญ่ไม่เกิด มีโครงการป้องกันและจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ซ้อมแผนอพยพ จัดตั้งศูนย์พักพิงล่วงหน้า เมืองต้องมีความหวังถึงจะไปต่อได้
“ต้องปรับทางน้ำ อาจจะต้องไปทำพื้นที่ข้างคลองให้เป็น Floodway ยอมให้น้ำท่วมบางส่วนแต่ไม่ใช่เขตเศรษฐกิจชั้นใน โมเดลคือ Bypass น้ำก่อนเข้าเมืองไปให้มาก ดูแลคูคลองให้ระบายได้ตามศักยภาพ พื้นที่บางส่วนที่อยู่บนเขาทำแก้มลิงดักน้ำ ก็จะชะลอน้ำไม่ให้ลงมาที่คลอง ร.1 พักน้ำไว้สัก 2 วัน ให้คลอง ร.1 ดันน้ำออกทะเลสาบได้ แล้วน้ำตรงนี้ค่อยล้นมาปล่อยที่คลอง ร.1 อีกครั้ง จะไม่ทำให้ปริมาณน้ำส่วนเกินนี้ไหลบ่าทั้งเมือง ที่ผ่านมาเราไม่ได้เตรียมรับน้ำปริมาณเยอะขนาดนี้ คลอง ร.1 ออกแบบมาสำหรับรับฝน 100 ปี แต่น้ำฝนครั้งนี้มาในลักษณะฝน 300 ปี เกินกว่าการออกแบบเลยล้นขนาดนี้”
มาตรการจากภาครัฐยังอยู่ในช่วงสุญญากาศทางการเมืองระหว่างรอรัฐบาลใหม่ ในช่วงเวลาแบบนี้ “ทรงพล” เล่าว่า ภาคเอกชนระดมความเห็นหลายๆ มิติ เริ่มตั้งแต่รวบรวมข้อมูลความเสียหายจากธุรกิจแต่ละเซกเตอร์แล้วนำส่งให้กระทรวงพาณิชย์ อาจเป็นตัวเลือกให้ภาครัฐจัดหาสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องการในราคาพิเศษ มี “E-Voucher” รัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ 80% มาตรการแบบนี้จะช่วยให้ธุรกิจกลับมาสู่ภาวะปกติได้ไวขึ้น
มีการเสนอถึงขั้นเซตโมเดลแบบ “Shark Tank” ระดมทุนจากนักธุรกิจในกรุงเทพฯ เพื่อเข้ามาลงทุนให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ อาจเป็นรูปแบบ CSR หรือถือหุ้นร่วมกันภายในกรอบเวลา 2 ปี สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้ คือการตัดสินใจไม่ไปต่อของผู้ประกอบการบางราย “ทรงพล” ระบุว่า ขณะนี้มีบางร้านชะลอการรีโนเวทออกไปก่อน คนขาดความเชื่อมั่น กลัวจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม ทั้งที่ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วม “สงขลา” อยู่ในช่วงขาขึ้น เป็นฮับของภาคใต้ตอนล่าง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีความโดดเด่นหลายด้าน
หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทุกอย่างชะลอตัว โดยมีการประเมินตัวเลขความเสียหายไว้ที่ “40,000 ล้านบาท” วัดจากขนาด GPP (Gross Province Productivity) ของทั้งจังหวัดสงขลาที่ 250,000 ล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้เป็นของ “หาดใหญ่” ไปแล้ว 45% เฉลี่ยราวๆ 100,000 ล้านบาทต่อปี ความเสียหายที่เกิดขึ้นถูกคำนวณจากค่าเสียโอกาสที่ไม่สามารถทำธุรกิจได้นานหลายเดือน รวมถึงค่าฟื้นฟูรีโนเวททั้งหมด
“สิ่งที่อยากสะท้อนถึงรัฐบาล คือหาดใหญ่ยังอยู่ในสถานะที่ต้องการการฟื้นฟู เราไม่สามารถใช้ทรัพยากรในจังหวัดฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง ทรัพยากรเราเสียหายไปเยอะ ภาครัฐต้องให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในเรื่องของมาตราการฟื้นฟู เช่น มาตรการ Soft Loan ให้วงเงินให้กับผู้ประกอบการร้านค้าหรือภาคธุรกิจต่างๆ มาตรการอะไรที่ลดภาระการใช้จ่ายของผู้ประกอบการหรือคนในพื้นที่ได้ต้องพิจารณา ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คิดแคมเปญพิเศษสำหรับเมืองนี้ได้ เพราะเราโดนอะไรไปเยอะมากแล้ว”





