ตั้งด่านค้นรถยนต์ 5 คัน ตะลึงพบขนย้ายชาวโรฮิงญา 98 คน อัดแน่นเต็มคันรถ ขาดอากาศหายใจเสียชีวิต 1 ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 04.30 น.วานนี้(11 ม.ค.) พ.ต.อ.นพดล เพ็ชรขาวเขียว ผกก.สภ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ได้รับรายงานว่า จะมีการลักลอบขนชาวโรฮิงญาจาก จ.ระนอง ไปยัง จ.สงขลา ผ่านพื้นที่ อ.หัวไทร จึงสั่งการให้ ร.ต.ท.สมพร ทองจีน รอง สวป. นำกำลังไปตั้งจุดตรวจบนถนนสาย 408 นครศรีธรรมราช-หัวไทร ท้องที่หมู่ 2 ต.ทรายขาว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช
ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัย 5 คัน เป็นรถกระบะ 4 ประตู 3 คัน และรถกระบะดัดแปลงเป็นตู้ 1 คัน รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ 1 คัน ในรถแต่ละคันมีคนนั่งอัดกันมาในรถและในกระบะจนแน่น ตามหลังกันมาติดๆ เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อตรวจค้น โดยในขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัย 2 คันข้างหน้า คนขับรถยนต์ 3 คันหลังได้ลงจากรถแล้ววิ่งหลบหนีไป โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวคนขับรถ 2 คันหน้าเอาไว้ได้ ทราบชื่อต่อมาคือ นายผดุงศักดิ์ ผดุงชาติ และนายสุทธิพงศ์ ช่วยพัฒน์
ทั้งนี้จากการตรวจสอบในรถยนต์ทั้ง 5 คัน พบชาวโรฮิงญารวม 98 คน แยกเป็นชาย 30 คน ผู้หญิง 26 คน เด็กอายุไม่ถึง 15 ปี ทั้งชายและหญิงอีก 42 คน ซึ่งแต่ละคนอยู่ในอาการอ่อนเพลียอย่างหนัก และในจำนวนนี้เสียชีวิต 1 คน เป็นผู้หญิง เนื่องจากอัดแน่นมาในรถทำให้ขาดอากาศหายใจ นอกจากนี้ยังพบว่า ชาวโรฮิงญาอีก 5-6 คน มีอาการหน้าซีด หายใจติดขัด จึงนำส่งโรงพยาบาลหัวไทร ให้แพทย์เยียวยาช่วยเหลือจนอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว
จากการสอบสวน นายผดุงศักดิ์ และนายสุทธิพงศ์ ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างให้พาแรงงานต่างด้าวชาวโรฮิงญาจาก จ.พังงา ไปส่งที่ จ.สงขลา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหานำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต อุปการะหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ให้บุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ และเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่วนผู้ต้องหาชาวโรฮิงญาทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามตำรวจได้ประสานไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองนครศรีธรรมราช และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมต่อไป
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถนำผู้ต้องหาทั้งหมดเข้าควบคุมในห้องขังบนโรงพักได้ จึงต้องใช้พื้นที่โรงจอดรถเป็นสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องหา โดยนำเชือกมาขึงกั้นบริเวณโรงรถเอาไว้ พร้อมจัดกำลังตำรวจจำนวนหนึ่งคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนด ต่อมาหลังจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงโรงพักทราบข่าว ได้เดินทางมาดูพร้อมกับนำอาหารและน้ำมาให้ชาวโรฮิงญา รวมทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันหนาว นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอหัวไทรเข้าตรวจสอบเบื้องต้น เนื่องจากเกรงว่าอาจเป็นพาหะโรคติดต่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากควบคุมตัวชาวโรฮิงญาและชาวไทย 2 คน ที่ทำหน้าที่ขับรถ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและเจ้าหน้าที่การข่าวความมั่นคงหลายหน่วยงานเข้าสืบสวนผู้ครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ 5 คัน ที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึด และพบว่าเป็นเครือข่ายรับจ้างเคลื่อนย้ายชาวโรฮิงญาของขบวนการค้ามนุษย์รายใหญ่ ที่มีฐานอยู่ใน จ.ระนอง
โดยพบว่าชาวโรฮิงญาเหล่านี้จะถูกส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านทางภาคใต้ของไทย โดยจะส่งออกไปทาง อ.สะเดา จ.สงขลา ผ่านแนวชายแดนตามป่าสวนยางและป่าเขาด้วยการเดินเท้า ซึ่งหากไปถึงยังเป้าหมายจะมีค่าหัวสูงถึงรายละ 30,000-40,000 บาท ชาวโรฮิงญาเหล่านี้จะอยู่ในตลาดแรงงานชั้นล่างเป็นหลัก ส่วนสาเหตุที่มีการหลบเลี่ยงเส้นทางมายังถนนเลียบชายทะเลฝั่งอ่าวไทยนั้น สืบเนื่องจากการหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่ และขบวนการรีดส่วย









