ประชาคมสาธารณสุขร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลปกครอง คสช. ตรวจสอบงบบัตรทอง ชี้ปัญหาอยู่ที่การจัดสรรงบ
รายหัวไม่เป็นธรรม เคยแจ้งนานแล้วแต่ สธ.เมินรับฟัง ผงะ "สิงห์บุรี-นครนายก" เหลืองบบริการประชาชนแค่หลักร้อยบาท ด้าน นพ.สมาน ทำหนังสือถึงนายกฯ ทบทวนกำหนดห้ามขายเหล้าช่วงปีใหม่ เสนอเพิ่มมาตรการช่วงสงกรานต์ ยกเหตุผล-ข้อมูลวิชาการ 5 ข้อสนับสนุน
นพ.สุทัศน์ ศรีวิไล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ในฐานะรักษาการประธานประชาคมสาธารณสุข (ปชค.สธ.) กล่าวเมื่อวานนี้ (17 ธ.ค.) ว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในเรื่องกลไกการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง เกิดจากการที่หน่วยบริการที่ให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์อยู่ในสังกัด สธ.
เขากล่าวว่า ได้มีการสะท้อนปัญหาและข้อเสนอให้กับ สปสช.มานาน เกี่ยวกับการที่ประชาชนได้รับบริการและเข้าถึงบริการอย่างไม่เป็นธรรมจากกลไกการจัดสรรงบรายหัวแบบที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รับการสนใจ จึงเสนอต่อ ปลัด สธ.และได้มีการระดมสมองหาแนวทางแก้ปัญหาจนได้นำเสนอต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลัง และคณะกรรมการบริหารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) แต่กลับมีการต้านแล้วใส่ความว่า สธ.บริหารจัดการไม่ได้ประสิทธิภาพทั้งที่ความจริงเป็นเพราะการบริหารจัดการงบรายหัวที่ไม่เป็นธรรม
"ประชาคมกระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมหารือกันและมีมติเห็นว่าจะดำเนินการส่งข้อมูลให้องค์กรกลาง ทั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลปกครอง และประธานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาตรวจสอบเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวของบัตรทอง โดยให้มีการตรวจสอบทั้งฝั่ง สธ.และสปสช. โดยจะยื่นเรื่องให้ทั้ง 3 องค์กรในเร็วๆ นี้" นพ.สุทัศน์ กล่าว
นอกจากนี้ เขากล่าวด้วยว่า จะให้ตรวจสอบกรณีการโอนงบบัตรทองไปยังหน่วยบริการแล้วเรียกโอนกลับเหมือนเป็นการยักย้ายถ่ายเท และการนำงบรายหัวไปจัดสรรให้องค์กรอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการด้วย
ติงสปสช.ไม่ลงไปแก้ปัญหา-ดีแต่จัดงบ
ต่อข้อถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบและปรับปรุงสถานะทางการเงินของหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัด สธ. นั้น นพ.สุทัศน์ กล่าวว่า ปชค.สธ.จะอุทธรณ์คำสั่ง เนื่องจากเลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นรองเลขาธิการ สปสช.ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับ สธ. จึงไม่ทราบว่าส่วนประกอบของคณะกรรมการในคำสั่งจะมีอำนาจถูกต้องหรือไม่
เมื่อถามว่า สปสช.ระบุว่ามีกลไกในการช่วยเหลือโรงพยาบาลที่มีปัญหาสภาพคล่องอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องปรับกลไกการจัดสรรงบรายหัวใหม่ นพ.สุทัศน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) หรือโรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) มีการช่วยเหลือด้านการเงินแก่หน่วยบริการภายในจังหวัดกันมาตลอด เอาเนื้อจากตรงนั้นไปปะตรงโน้น ปะเงินกันไปกันมา จนเกินจะปะกันในจังหวัด บางจังหวัดไม่สามารถดำเนินการปะได้ สปสช.ไม่เคยรับรู้เพราะไม่เคยลงไปดูมีแต่จัดสรรงบลงไป
ปูดสิงห์บุรี-นครนายกเหลืองบหลักร้อย
"การแก้ปัญหาเรื่องกลการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวของบัตรทองต้องดำเนินการในระดับเขตสุขภาพ เพื่อที่จะสามารถเกลี่ยงบช่วยเหลือให้เพียงพอกับหน่วยบริการแต่ละแห่งภายในเขต เนื่องจากในระดับจังหวัดไม่สามารถเกลี่ยงบช่วยกันได้แล้ว โดยเฉพาะจังหวัดที่มีประชากรน้อย อาทิ จ.แม่ฮ่องสอน สิงห์บุรี พังงา และนครนายก โดยสิงห์บุรีเมื่อหักเงินเดือนบุคลากรออกจากงบรายหัวแล้ว จะมีเงินให้บริการประชาชนน้อยกว่า 100 บาทต่อคน และนครนายกเหลือน้อยกว่า 300 บาทต่อคน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบและเสนอทางแก้ปัญหาแล้ว เพียงแต่นำไปปฏิบัติเท่านั้น" นพ.สุทัศน์กล่าว
ยื่น"ประยุทธ์"ทบทวนขายเหล้าปีใหม่
วันเดียวกัน นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำด้านสังคม เกี่ยวกับการส่งข้อมูลทางวิชาการเพื่อสนับสนุนการออกมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาล
นพ.สมาน กล่าวว่า ข้อมูลที่จัดส่งมี 5 ข้อ คือ 1.การจำกัดวัน และเวลาการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พบได้ทั่วไปในหลายประเทศ จากรายงานสถานะของโลกเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสุขภาพปี ค.ศ.2014 ขององค์การอนามัยโลกทั้งหมด 194 ประเทศ มี 112 ประเทศที่มีมาตรการจำกัดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบางวันหรือบางเทศกาล ซึ่งในที่นี้เป็นการห้ามขายทุกวันถึง 10 ประเทศ โดยประเทศที่ห้ามขายเหล้าในช่วงปีใหม่ อาทิ นิวซีแลนด์ และในหลายมลรัฐของสหรัฐอเมริกา เช่น คอนเนกติกัต แคนซัส เป็นต้น
ยกสถิติหนุนห้ามขายเหล้าช่วยชีวิตทางอ้อม
2.ประสิทธิผลของมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบางวัน องค์การอนามัยโลก (ฮู) เสนอแนะทางเลือกมาตรการการควบคุมการเข้าถึงไว้ โดยหนึ่งในนั้นคือ การควบคุมวันและเวลาการขายปลีก โดยหากห้ามขายจะทำให้การดื่มสุราลดลงร้อยละ 20 การเกิดอุบัติเหตุทางถนนลดลงร้อยละ 30 การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลลดลงร้อยละ 35 การเสียชีวิตลดลงร้อยละ 40 และการรับการรักษาพยาบาลของผู้หญิงที่ถูกทำร้ายลดลงร้อยละ 50 จากข้อมูลวิชาการ การเก็บสถิติต่างๆ พบว่า ถ้ามีการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงปีใหม่จะช่วยให้คนไทยประมาณ 150 คนรอดชีวิต
3.ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ โดยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ระหว่างปี 2551-2557 เฉลี่ยพบว่า เห็นด้วยถึงร้อยละ 81.79 ไม่เห็นด้วยเพียงร้อยละ 9.85 และไม่แสดงความคิดเห็นร้อยละ 8.35 เป็นต้น
4.มาตรการนี้ไม่เป็นการกีดกันทางการค้า เพราะเป็นการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันทั้งสินค้าที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามาจากต่างประเทศ และ 5. เหตุที่ต้องห้ามขาย เนื่องจากช่วงเทศกาลมีการดื่มสุรามากและบาดเจ็บหนักกว่าช่วงปกติ 2 เท่า
นอกจากนี้ จำนวนคดีอุบัติเหตุจราจรในเดือนที่มีวันหยุดยาว ตามเทศกาลจะสูงกว่าเดือนอื่นๆ และที่น่าสังเกตคือในเดือนที่มีเทศกาลนั้นคดีอุบัติเหตุทางถนนจะมาจากเมาเหล้าถึงร้อยละ 80-90 ในขณะที่เดือนอื่นๆ ไม่มีเทศกาลหยุดยาวจะมีการเมาสุราเข้ามาเกี่ยวข้องเพียงร้อยละ 30-40
เสนอห้ามขายจากปีใหม่ถึงสงกรานต์
ดังนั้นจึงทำข้อเสนอถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาขอให้ผลักดันและสนับสนุนมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงปีใหม่วันที่ 31 ธ.ค.และ 1 ม.ค. รวมทั้งเทศกาลสงกรานต์ พร้อมทั้งขอให้พิจารณาสั่งการพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
นพ.สมาน ระบุว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานยังคงมีการประชุมในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรคงต้องอยู่ที่กรรมการ จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันที่ 24 ธ.ค.








