'อูเบอร์ เอฟเฟ็กซ์'เปิดช่องให้คู่แข่งชิงซีน'ความปลอดภัยผู้หญิง'
แม้บริการประเภทเรียกแท็กซี่ออนไลน์จะเกิดมาแล้วนับปี แต่ยังไม่ได้รับความสนใจแพร่หลายกระทั่งเกิดกรณีแบน "อูเบอร์" แอพพลิเคชั่นเรียกแท็กซี่หรูจากสหรัฐในหลายประเทศ รวมถึงการหยุดให้บริการชั่วคราวในไทยช่วงนี้ จากข่าวแง่ลบที่เกิดขึ้นทำให้สมรภูมิ "แอพพลิเคชั่นเรียกแท็กซี่ออนไลน์" ที่มีผู้เล่นรายหลักอยู่ราวๆ 3 ราย คือ อูเบอร์, แกร็บ แท็กซี่ และอีซี่ แท็กซี่ เริ่มกลายเป็นที่รู้จักของคนจำนวนมากทั้งที่เคยและไม่เคยใช้บริการมาก่อน
ความปลอดภัยเป็นเหตุ
ผู้ร่วมก่อตั้ง "แกร็บ แท็กซี่" คู่แข่งรายใหญ่สุดของอูเบอร์ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มยกประเด็นเรื่อง "ความปลอดภัย" เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเรียกใช้บริการแท็กซี่ออนไลน์ที่เข้มขนาดทำให้คนขับแกร็บ แท็กซี่บางรายถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกติดตามทุกฝีก้าวแม้กระทั่งตอนเข้าห้องน้ำ
ขณะที่คู่แข่งอีกรายจากมาเลเซีย "อีซี่ แท็กซี่" ที่แม้จะมาแย่งซีนเด่นในปีที่ผ่านมาด้วยการดึงดูดเงินลงทุนสนับสนุนธุรกิจได้กว่า 400 ล้านดอลลาร์ แต่หลังมีกรณีคนขับอูเบอร์ข่มขืนผู้โดยสารหญิงในเมืองนิว เดลี ก็ทำให้ธุรกิจแอพเรียกแท็กซี่ถูกมองในแง่ลบมากกว่าจะเป็นธุรกิจดาวรุ่งดวงใหม่แทบในทันที
กรณีของอูเบอร์นอกจากจะโดนคำสั่งให้หยุดบริการในอินเดียแล้ว แอพเรียกแท็กซี่จากสหรัฐรายนี้ ยังโดนคำสั่งให้ยุติบริการ หรือไม่ก็โดนระงับการให้บริการชั่วคราวตามข้อกำหนดทางกฎหมายในหลายประเทศ เช่น สเปน, สหรัฐ รวมถึงตลาดไทย ที่อูเบอร์โดนเต็มๆ รายเดียวโทษฐานทำผิดข้อกำหนดของกฎหมายที่ใช้รถส่วนบุคคลให้บริการต่างจากแกร็บ แท็กซี่ และอีซี่ แท็กซี่ ที่ใช้รถแท็กซี่สาธารณะมาให้บริการถูกต้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้ เพราะการใช้แท็กซี่ ที่มีใบอนุญาตตามกฎหมายกำหนดจะสามารถควบคุมความปลอดภัยผู้โดยสารโดยเฉพาะผู้โดยสารหญิง ผลการสำรวจจากมูลนิธิธอมสัน รอยเตอร์ส์ พบว่า บางเมือง เช่น จาการ์ตา ขึ้นชื่อว่าระบบการขนส่งมวลชนไม่ปลอดภัยสำหรับการเดินทางของผู้หญิงมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การชูประเด็นความปลอดภัยเป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำตลาดของแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ แต่กลับมีกรณีผู้โดยสารถูกข่มขืน จึงทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทในธุรกิจนี้เสียหาย โดยเฉพาะแกร็บ แท็กซี่ ที่มีนักลงทุนรายใหญ่ๆ เข้าร่วมทุนด้วยทั้งซอฟต์แบงค์ จากญี่ปุ่น และบริษัทระดับต่างชาติอื่นๆ อีก
"ผู้หญิงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของบริการเรา เพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่ใช้แกร็บ แท็กซี่ เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่สูงถึง 70%" นายเหงียน ตวน อันห์ ผู้จัดการทั่วไปของแกร็บ แท็กซี่ ในเวียดนาม กล่าว
แกร็บฯ-อีซี่ฯ เข้มคนขับ
แกร็บ แท็กซี่ ยังระบุอีกว่า หากจะให้ได้ผลดีควรจะต้องเป็นคนขับที่มาจากบริษัทแท็กซี่โดยตรงเพราะมีการตรวจสอบเอกสารยืนยันตัวบุคคล มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะถูกต้อง และตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ซึ่งบริษัทจะให้ผู้ขับยืนยันเอกสารเหล่านี้อีกครั้ง พร้อมเซ็นสัญญาตามระเบียบของแกร็บ แท็กซี่ และต้องเป็นคนขับที่มีสัญญาอยู่กับบริษัทแท็กซี่อยู่แล้วด้วย
พนักงานธนาคารสาวรายหนึ่งในเวียดนามระบุว่า คนขับทุกรายมาจากบริษัทแท็กซี่ที่เป็นที่รู้จัก ทำให้ไม่รู้สึกเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัย เธอยอมรับว่าใช้บริการแกร็บ แท็กซี่ในเมืองฮานอยเป็นประจำ และชื่นชอบกับโปรโมชั่นลดราคา และแคมเปญนำเสนอต่างๆ เช่น บัตรกำนัลให้แต่งหน้าฟรีจากชิเชโด
อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วทั้งแกร็บ แท็กซี่ และอีซี่ แท็กซี่ จะให้รายละเอียดกับผู้โดยสารทั้งภาพถ่ายคนขับและเบอร์โทรศัพท์ ทั้งยังอนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถ "แชร์" ข้อมูลการเดินทางให้กับครอบครัว และเพื่อนสามารถติดตามได้ทั้งผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งจุดรับส่งนั้นผู้ใช้งานสามารถเลือกที่จะโชว์หรือไม่ก็ได้
"ยิ่งถ้าต้องเดินทางกลางคืน หากไม่มีแอพแบบนี้คุณอาจจะต้องเดินออกไปโบกแท็กซี่อยู่ริมถนน ขณะที่คนขับอีซี่ แท็กซี่ จะถูกสกรีนอย่างละเอียด รวมถึงการทดสอบความอดทน และความจริงใจในการให้บริการด้วย" นายจุน ชัน กรรมการผู้จัดการอีซี่ แท็กซี่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
ขณะที่ หัวหน้าโครงการระบบการจัดการการขนส่งในเมืองจากมหาวิทยาลัยด้านการจัดการ หรือซิมของสิงคโปร์ ระบุว่า บริษัทรับจองแท็กซี่ก็จำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการเพื่อสร้างความมั่นใจอีกขั้นว่าคนขับแท็กซี่ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วนั้นเป็นคนขับรถตัวจริง หรือต้องมีการตรวจสอบให้แน่ว่าคนขับเป็นคนเดียวกับที่แสดงในรูปหรือไม่ก่อนจะตกลงใช้บริการ
เสียงบ่นถูกติดตาม
นายแอนโธรี ตัน ผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ แท็กซี่ เมื่อปี 2555 เผยว่า ยอดผู้ใช้งานเพิ่มก้าวกระโดดถึง 6 เท่าในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 5 แสนคนแล้ว ซึ่งประเมินคร่าวๆมียอดเรียกใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นราว 3 รายทุกๆ วินาทีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมยอมรับว่า ผู้โดยสารในไทย, ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียมีปัญหาใหญ่เรื่องความปลอดภัยในการใช้บริการแท็กซี่อยู่แล้ว
นายตัน บอกอีกว่า เคยมีคนขับรายหนึ่งมาพูดกับเขาเรื่องความปลอดภัย เช่น การให้รูปถ่ายและรายละเอียดของคนขับ ที่ทำให้ภาพถ่ายแพร่กระจายอยู่ในที่สาธารณะ และสามารถติดตามตัวคนขับได้ตลอดเวลา รู้แม้กระทั่งว่าคนขับกำลังจะเข้าห้องน้ำ และรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองตลอดเวลา









