กระทรวงอุตฯ เตรียมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม ตั้งนิคมฯ กำจัดกากอุตฯในพื้นที่ทหาร
กระทรวงอุตฯ เตรียมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม ตั้งนิคมฯกำจัดกากอุตฯในพื้นที่ทหาร ร่วมพัฒนาเหมืองแร่ ตั้งนิคมอุตฯป้องกันประเทศ พร้อมเร่งผลักดันสินเชื่อโรงงานยางเข้า ครม. 9 ธ.ค. นี้ ยกระดับราคาน้ำยางพาราให้เกษตรกร
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภายในเดือนนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับกระทรวงกลาโหม 3 ฉบับ ได้แก่ 1. ความร่วมมือในการตั้งนิคมกำจัดขยะอุตสาหกรรม และการรีไซเคิล ซึ่งจะเป็นการลงนามระหว่างกรมอุตสาหกรรมทหาร ,กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม
2. ความร่วมมือการนำทรัพยากรแร่ในเขตพื้นที่ทหารมาใช้ประโยชน์ ซึ่งจะลงนามระหว่างกรมอุตสาหกรรมทหาร กับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และ3. ความร่วมมือในการตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งจะลงนามระหว่างกรมอุตสาหกรรมทหาร และกรอ.
สำหรับนิคมฯกำจัดขยะอุตสาหกรรมครบวงจร จะใช้พื้นที่ขนาด 1 หมื่นไร่จัดตั้งนิคม โดยสาเหตุที่เลือกใช้พื้นที่ทหาร เนื่องจากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียว จึงง่ายต่อการบริหารจัดการ และคาดว่าจะสามารถรองรับกากขยะได้เป็นเวลาหลายสิบปี ส่วนแนวทางในการจัดตั้งนิคมฯ เบื้องต้นจะให้การนิคมอุตสาหกรรมดำเนินการไปก่อน แต่หากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติสนใจจะเข้าร่วมก็สามารถทำได้ โดยขณะนี้บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านนิคมอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างช่วยชักจูงผู้ประกอบการญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์ให้มาเข้าร่วมด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีกากขยะมีพิษประมาณ 3 ล้านตัน/ปี แต่เข้าสู่ระบบการกำจัดที่ถูกต้องเพียงประมาณ 1 ล้านตัน/ปี ซึ่งเห็นได้ชัดว่ายังมีขยะอุตสาหกรรมมีพิษรั่วไหลออกนอกระบบสูงมาก เนื่องจากมีต้นทุนการกำจัดสูงถึง 1 หมื่นบาท/ตัน ซึ่งหากสามารถตั้งนิคมฯแห่งนี้ขึ้นมาได้ และสามารถบังคับใช้กฎหมายให้ทุกโรงงานจะต้องส่งขยะอุตสาหกรรมเข้ามากำจัดในนิคมฯเหล่านี้ ก็จะทำให้ค่ากำจัดขยะอุตสาหกรรมมีพิษ และขยะอุตสาหกรรมธรรมดามีราคาที่ลดลง
ขณะที่การช่วยเหลือแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือโรงงานแปรรูปยางพาราซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 สินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อยางส่วนเกินออกจากระบบ คาดว่าจะทำให้สามารถดูดซับปริมาณยางได้ประมาณ 2 แสนตัน
ส่วนที่ 2 สินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางเพื่อขยายกำลังการผลิตปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะทำให้ปริมาณการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนตันต่อปี ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ผู้กู้จะชำระดอกเบี้ยอยู่ที่ 2% โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินที่ 3% ตลอดอายุโครงการ
“โครงการสินเชื่อทั้ง 2 ส่วนนี้ คาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 9 ธ.ค. นี้ หลังจากนั้นจะเร่งดำเนินงานเพื่ออนุมัติสินเชื่อให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยดูดซับปริมาณยางพาราส่วนเกินออกจากตลาด และยกระดับราคายางพาราได้ในส่วนหนึ่ง” นายจักรมณฑ์ กล่าว









