(รายงาน) หยุดความรุนแรงต่อสตรี ทางแก้ที่ต้องฟังเสียง"เหยื่อ"
ในงานสัมมนาเรื่อง "เดินหน้า! เพื่อสังคมไทย ไร้ความรุนแรง" หรือ Start to Stop Violence! ซึ่งจัดโดยคณะอนุกรรมาธิการกิจการสตรี ในคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่รัฐสภา เมื่อ 24 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น
ผู้เข้าร่วมเวทีหลายคนเสนอมุมมองน่าสนใจ สอดรับกับวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 25 พ.ย.ของทุกปี
"กรุงเทพธุรกิจ" เก็บตกทัศนะของบุคคลที่เกี่ยวข้องมารายงาน
น.ส.นัยนา สุภาพึ่ง จากมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร องค์กรที่ทำงานส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้านความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า ถ้าจะก้าวข้ามและออกจากปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก เวลานี้มีหน่วยงานต่างๆ ที่จะออกกฎหมายและระเบียบเพื่อตอบโจทย์ความรุนแรงมากมาย แต่การมุ่งจับกุมผู้กระทำมาลงโทษอย่างเดียว หรือช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระทำเท่านั้น คงไม่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด เพราะความจริงละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก
"อยากให้ลองมานั่งคิดทบทวนว่า ถ้าเราเป็นเหยื่อที่ถูกทำร้ายทางเพศ จะทำอย่างไรกับตัวเราเองดี คิดว่ามีเหยื่อจำนวนน้อยมากที่จะเดินทางไปแจ้งความที่โรงพัก เนื่องจากมีความลังเลและกังวล ฉะนั้นเราทุกคนต้องมาคิดแก้ไขเรื่องนี้ เพราะการทำร้ายทางเพศไม่เหมือนกับการทำร้ายร่างกายที่เป็นการทุบตีกัน เมื่อเกิดเหตุก็สามารถไปแจ้งความที่โรงพักได้"
"ดิฉันเห็นว่าความรุนแรงทางเพศเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ยังไม่มีการตอบโจทย์อย่างละเอียดอ่อน และคำนึงถึงความกลัว ความกังวลในเรื่องนี้ เวลาเราแก้ไขปัญหาความรุนแรง เรามักจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วผู้กระทำต้องถูกลงโทษ แต่ความรุนแรงทางเพศ เราต้องมองว่าเป็นปัญหาของผู้ถูกกระทำด้วย ถ้าคิดแค่ผู้กระทำถูกลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองแล้วถือว่าจบกัน คงไม่ได้"
น.ส.นัยนา กล่าวต่อว่า กระบวนการยุติธรรมนยังไม่ตอบโจทย์เรื่องปัญหาความรุนแรงทางเพศ เพราะกระบวนพิจารณากลายเป็นการข่มขืนผู้เสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยสื่อก็ดี หรือว่าสังคมก็ดี กว่าที่ผู้เสียหายจะได้รับการชดเชย คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ที่ทุกคนต้องมองโจทย์ร่วมกันเพื่อกระตุ้นให้แก้ปัญหาไปด้วยกัน อะไรที่ทำให้เกิดความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ควรปรับ เพราะผู้เสียหายมีความทุกข์ที่ถูกสังคมจ้องมอง
ดังนั้นคิดว่าเมื่อใดที่จะออกแบบกฎระเบียบเพื่อเยียวยาหรือแก้ปัญหาความรุนแรง ไม่ใช่จะให้ผู้กระทำถูกจำคุก หรือผู้เสียหายเดินไปแจ้งความเท่านั้น แต่ต้องเอาผู้เสียหายเป็นตัวตั้ง โดยฟังเสียงและคำนึงถึงความต้องการของผู้หญิง คำถามคือทุกวันนี้เราฟังเสียงผู้หญิงมากพอแล้วหรือยัง
นายเฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์แนวหน้า กล่าวว่า สื่อตระหนักถึงความรุนแรง สื่อต้องการนำเสนอข่าวให้สังคมได้รับรู้ถึงความรุนแรง แต่บางครั้งสื่ออาจเข้าใจบางเรื่องผิด เพราะสื่อเข้าใจว่าการบอกทุกเรื่องราวจะทำให้สังคมได้ตระหนักถึงความรุนแรงมากขึ้น เช่น ข่าวข่มขืนที่มีการบรรยายละเอียดจนมีความรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ การที่สื่อทำเช่นนั้น เนื่องจากกลัวว่าจะตกประเด็นข่าว หรืออาจจะมีประเด็นที่น้อยกว่าคู่แข่ง ถือเป็นการแข่งขันในวงการสื่อ
อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าสื่อทุกคนปรารถนาดี อยากให้คดีจบ มีการจับกุมคนร้ายให้ได้ แต่ความปรารถนาดีนั้นเป็นดาบสองคมที่ทำร้ายพ่อแม่หรือญาติของผู้เสียหาย ซึ่งความเป็นจริงวงการสื่อก็มีกฎระเบียบในการนำเสนอข่าว แต่เป็นเรื่องแปลกของสังคมไทย หนังสือพิมพ์บางฉบับที่มีภาพโป๊มากๆ กลับขายดี
"ผมเข้าใจว่าสิ่งที่สื่อทำมีผลทางด้านธุรกิจเข้ามาด้วย แต่จริงๆ แล้วจะโทษเจ้าของธุรกิจสื่ออย่างเดียวไม่ได้ ก็ต้องโทษผู้บริโภคด้วย เพราะถ้าขายไม่ได้ก็คงไม่ทำอย่างนั้น ฉะนั้นถ้าทุกคนคิดว่าสื่อคือตัวกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง หรือการละเมิดทางเพศ ก็ต้องวอนสังคมให้คอยตรวจสอบสื่อ พร้อมทั้งส่งเสียงไม่สนับสนุน ไม่ซื้อสื่อที่นำเสนอสิ่งไม่ดีด้วย" นายเฉลิมชัย ระบุ






