วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขีดเส้นตายตร.แจงปมซ้อม2ผู้ต้องหาคดีเกาะเต่า

"นพ.นิรันดร์" กรรมการสิทธิฯ ขีดเส้นตายตร.แจงปมซ้อม2ผู้ต้องหาคดีเกาะเต่า24พ.ย.นี้ ชี้หากเบี้ยวอีกดำเนินคดีทันที

"หมอนิรันดร์" ขีดเส้นตาย ชุดสืบสวนตร. แจงปมซ้อมทรมาน 2 ผู้ต้องหาฆ่านักท่องเที่ยวเกาะเต่าหรือไม่ 24 พ.ย.นี้ ชี้ หากเบี้ยวอีก จ่อชงที่ประชุมกสม. แจ้งความดำเนินคดี 26 พ.ย.นี้ทันที

ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ถึงกรณีการตรวจสอบการซ้อมทรมาน 2 ผู้ต้องหาคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ. สุราษฎร์ธานี เป็นครั้งที่ 5 ว่า ทางเลขานุการคณะอนุกรรมการฯแจ้งว่าตำรวจชุดสืบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่เดินทางมาให้ข้อมูล ทางอนุกรรมการฯได้ให้เวลาถึงวันที่ 24 พ.ย. โดยที่ผ่านมาทางอนุกรรมการฯพยายามชี้แจงทำความเข้าใจไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าการตรวจสอบตำรวจไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนคดีว่าใครเป็นฆาตกร 2 ผู้ต้องหาเป็นฆาตกรตัวจริงหรือไม่ แต่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าในการจับกุมนั้น มีการซ้อมทรมานจริงหรือไม่ เพื่อให้ทางสำนักงานตำรวจมีความเข้าใจการทำงานของอนุกรรมการฯ ล่าสุดทางคณะอนุกรรมการฯได้มีการส่งแนวคำถามไปให้ดู และได้แจ้งให้ทราบว่าหากตำรวจมาให้ข้อมูลแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทางอนุกรรมการสอบถามเป็นเรื่องเกี่ยวกับสำนวน ก็สามารถที่จะปฏิเสธไม่ตอบคำถามได้ อย่างไรก็ตาม หากวันที่ 24 พ.ย.นี้ ชุดสืบสวนยังไม่มาให้ข้อมูล ตนจะเสนอต่อที่ประชุมกรรมการสิทธิฯ ในวันที่ 26 พ.ย.นี้ เพื่อให้ใช้อำนาจตามมาตรา 34 ของ พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แจ้งความดำเนินคดีกับชุดสอบสวน เพราะถือว่าทำให้มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการสิทธิฯ และหลังจากนั้นทางอนุกรรมการฯ ก็จะดำเนินการสรุปสำนวนคำร้องตามข้อมูลที่มี โดยจะมีหมายเหตุว่าไม่ได้รับชี้แจงข้อเท็จจริงจากฝ่ายตำรวจ

น.พ.นิรันดร์ กล่าวยืนยันว่า ที่ผ่านมาการตรวจสอบของตนเองยึดหลักกฎหมายและให้เกียรติตัวบุคคลและองค์กรมาตลอด อีกทั้งเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสำนวนว่าผู้ต้องหาที่จับนั้นเป็นผู้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งแม้เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว การตรวจสอบของกรรมการสิทธิฯก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะการตรวจสอบของกรรมการสิทธิฯ เป็นการตรวจสอบว่ามีการซ้อมทรมานจริงหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นการหาตัวผู้กระความผิด เพราะศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้วว่า หากประเด็นที่กรรมการสิทธิฯตรวจสอบเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลยุติธรรมกำลังพิจารณาและมีคำวินิฉัย ถือว่าเป็นคนละเรื่องกัน ให้กรรมการสิทธิฯ ดำเนินการตรวจสอบต่อไปได้ ไม่เข้าข่ายมาตรา 22 ของพ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิฯ ดังนั้น จึงเห็นว่าหากตำรวจมาให้ข้อมูลจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของตำรวจเอง เพราะถ้ายืนยันว่าไม่มีการซ้อมทรมานก็จบ แต่ถ้ามีการซ้อมทรมานจริงและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอยู่ก็จะเป็นเรื่องดี ทำให้สังคมรู้สึกว่าระบบของตำรวจก็สามารถตรวจสอบได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เสื่อมเสียต่อองค์กรตำรวจแต่อย่างใด

"ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการฯได้ทำความเข้าใจกับการตรวจสอบในเรื่องนี้ ซึ่งเราได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลาแต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จึงไม่มาชี้แจง เราไม่ต้องการที่จะทราบว่าใครเป็นคนฆ่า แต่ต้องการรู้ขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีการซ้อมทรมานเกินกว่าเหตุจริงไม่เพราะเมื่อศาลยังไม่มีคำตัดสินถึงที่สุดก็ต้องถือว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ ตำรวจจึงไม่มีสิทธิที่จะทำเกินเลยกับผู้บริสุทธิ์ได้ อีกทั้งที่ผ่านมาการตรวจสอบของกรรมการสิทธิฯ ก็ได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เป็นอย่างดี ขณะตรวจสอบเรื่องทวงคืนผืนป่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ยังมาชี้แจงเลย ซึ่งเรื่องนี้นานาประเทศให้ความสนใจแต่ตำรวจกลับไม่สนใจทั้งที่ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการซ้อมทรมาน"นพ.นิรันดร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายผู้ต้องหาสามารถนำรายงานผลการตรวจสอบของกรรมการสิทธิฯ ในเรื่องการซ้อมทรมานไปเป็นหลักฐานในการสู้คดีได้หรือไม่ น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า ถ้าหากผู้ถูกละเมิดสิทธิเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็สามารถนำไปประกอบกับหลักฐานอื่นๆได้ ทั้งนี้จะพิสูนจ์ว่าผู้ต้องหาเป็นฆาตกรจริงหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การซ้อมทรมานแต่ยังมีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาอื่นๆที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้ ซึ่งที่ผ่านมาข้อสรุปของกรรมการสิทธิฯหลายครั้งได้นำไปใช้เป็นพยานในชั้นศาล ยืนยันว่าเราไม่ได้ทำงานร่วมกับทนายผู้ต้องหาจึงไม่ทราบว่าทนายจะนำผลสรุปดังกล่าวไปต่อสู้ในชั้นศาลหรือไม่