วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกษตรฯดันปลูกพืชแซมสวนยางเพิ่มรายได้

กระทรวงเกษตรฯ ดันปลูกพืชแซมสวนยางเพิ่มรายได้ สกย.ทุ่มทุนหมุนเวียนรายละไม่เกิน50,000บาท ในอัตราดอกเบี้ย2%

กระทรวงเกษตรฯ ผุดแผนสร้างรายได้เสริมพื้นที่ว่างในสวนยางกว่า 1.12 ล้านไร่ สกย.ทุ่มทุนหมุนเวียนรายละไม่เกิน 50,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 2% ดันสร้างกลุ่มชาวสวนยางเพิ่มอำนาจในระบบตลาด

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เร่งดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากพื้นที่สวนยางเพื่อเพิ่มรายได้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในขณะที่รอเวลาในการเก็บเกี่ยวผลผลิตและความผันผวนของราคายาง

ขณะนี้ สกย. มีแนวทางและกิจกรรมในโครงการเพื่อสร้างประโยชน์จากพื้นที่ปลูกยางพาราปีละ 160,000 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพื้นที่ว่างเปล่าในสวนยาง รวมประมาณ 1,120,000 ไร่ ภายในระยะเวลาดำเนินโครงการ 7 ปี ให้แก่เกษตรกรทั้ง 3 กลุ่ม

ประกอบด้วย 1.เกษตรกรผู้โค่นยางแล้วปลูกยางใหม่ จะส่งเสริมและแนะนำให้ปลูกพืชคลุมดิน เช่น พืชตระกูล มันเทศ หรือหญ้าเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ไม่น้อยกว่า 80,000 ไร่ในปี 2558 เพื่อเป็นการอนุรักษ์ดิน เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน

2. เกษตรกรที่ปลูกยางอายุไม่เกิน 3 ปี จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ปลูกพืชแซมในสวนยาง ได้แก่ สับปะรด กล้วย ข้าวไร่ ข้าวโพด ถั่วลิสง พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ เป็นต้น ไม่น้อยกว่า 80,000 ไร่ ในปี 2558 เช่นกัน เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้มากสุดในพื้นที่ปลูกยางพารา

3. เกษตรกรที่ปลูกยางอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป จะส่งเสริมให้ปลูกพืชร่วมยาง เช่น พืชสกุลระกำ (สละ, ระกำ) ผักเหมียง/เหรียง ไผ่หวาน ลองกอง มังคุด เป็นต้น ทั้งนี้สกย.จะมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือผู้รับการสงเคราะห์รายละไม่เกิน 50,000 บาท โดยคิดดอกเบี้ยต่ำในอัตรา2 %ต่อปี

นายทวีศักดิ์ คงแย้ม ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบของ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (วอร์รูม สกย.) กล่าวว่า การประกอบอาชีพการทำสวนยาง จะต้องให้ความสำคัญเรื่องการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมชาวสวนยาง และสามารถรวบรวมผลผลิตเพื่อขายออกสู่ท้องตลาด หรือนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตต่อไปได้

ในปี 2558 สกย. จะช่วยผลักดันให้มีการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ต่างๆ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 20,000 คน จะทำให้อำนาจการต่อรองราคาผลผลิต คือ เมื่อมีปริมาณผลผลิตเข้าสู่กลุ่มมากยิ่งขึ้น ก็จะส่งผลให้มีการดึงดูดผู้ซื้อเข้ามาจำนวนมากขึ้นด้วย ก่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาการรับซื้อผลผลิตของกลุ่ม และกลุ่มเกษตรกรมีทางเลือกในการขายผลผลิตที่มากขึ้นเช่นกัน