"พล.อ.ประวิตร" จี้เร่งเบิกจ่ายเงินช่วยชาวนา - ชาวสวนยาง อนุมัติขายยางในสต็อก 2 แสนตันไปต่างประเทศ
“ประวิตร” จี้เร่งเบิกจ่ายเงินช่วยชาวนา - ชาวสวนยาง ชี้ล่าช้ากระทบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล สั่งกลาง ครม.ให้หาวิธีที่โปร่งใสและรวดเร็ว ครม.ไฟเขียวขายยางในสต็อก 2 แสนตัน หลัง อ.ส.ย.รายงานผลตรวจคุณภาพยาง พร้อมผ่อนปรนเงื่อนไขขายต่างประเทศได้
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเมื่อวันที่ 12 พ.ย.2557 ที่ผ่านมาว่าพล.อ.ประวิตรได้กล่าวระหว่างการประชุม ครม.ว่าขณะนี้การจ่ายเงินให้กับชาวนา และชาวนาสวนยางพารา ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรยังมีความล่าช้า
เข้าใจว่าความล่าช้าในการจ่ายเงินมาจากขั้นตอนที่ต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้การจ่ายเงินมีความถูกต้องและโปร่งใส แต่การล่าช้าในการจ่ายเงินในส่วนนี้ เป็นผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 ไม่ได้ผล ซึ่งควรจะเร่งดำเนินการในส่วนนี้เพื่อให้เงินถึงมือเกษตรกรเร็วขึ้น
“พล.อ.ประวิตรได้แสดงความเป็นห่วงในเรื่องการจ่ายเงินให้กับชาวนาและชาวสวนยาง ซึ่งการจ่ายเงินให้ชาวนาในขณะนี้มีความล่าช้า ขณะที่ชาวสวนยางก็ยังไม่ได้รับเงิน เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบบัญชี ซึ่งท่านก็เข้าใจว่าขั้นตอนในการดำเนินการเพื่อความถูกต้อง แต่ก็สั่งการว่าให้หาวิธีที่จะสามารถได้ควบคู่กันไปทั้งความถูกต้องและความรวดเร็วเงินในส่วนนี้จะได้ลงไป ช่วยให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเห็นผลชัดเจนมากขึ้น” พล.ต.สรรเสริญกล่าว
นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังมีมติรับทราบผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รายงานให้ ครม.ทราบว่าตามที่คณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการปฏิบัติ การซื้อ - ขาย และการบริหารจัดการโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง และการระบายสต็อกยางของโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง
ทั้งนี้ได้มีการตรวจประเมินคุณภาพของยางในสต็อกทั้งยางแผ่นรมควันชั้น 1-5 (ยางอัดก้อน) และยางแท่ง โดยผลการตรวจสอบพบว่าคุณภาพยางแผ่นรมควันอัดก้อนพบว่ามียางคุณภาพดี 55,764.23 ตัน คิดเป็น 33.95% ยางเสียรูปทรงซึ่งยังสามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่มีปัญหาในการผลิต 5,305.4 ตัน คิดเป็น 3.23 % และยางที่จัดชั้นไม่ได้ ซึ่งเอาไปใช้ได้แต่คุณภาพต่ำ 103,184 ตัน คิดเป็น 62.82%
สำหรับยางแท่งในสต็อกแบ่งเป็นยางแท่งคุณภาพดี 28,457 ตัน คิดเป็น 98.06% ยางเสียหายยอมรับได้ 503 ตัน คิดเป็น 1.73% และยางเสียหายยอมรับไม่ได้ 59 ตัน คิดเป็น 0.2%
นอกจากนั้นที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการปฏิบัติในการซื้อ การขายตามคุณภาพยางแต่ละชนิด เพื่อระบายยางในสต็อกตามที่ ครม.ได้มีมติไว้ โดยยึดหลักการขายยางในสต็อกออกไปก่อนแล้วจึงจะสามารถดำเนินการซื้อยางกลับเข้ามาในสต็อกได้
นอกจากนั้นในที่ประชุมฯ ครม.ยังเห็นชอบให้มีการระบายยางพาราในสต็อกที่มีอยู่ประมาณ 2 แสนตันออกไปในช่องทางที่ดีที่สุดที่มีคำสั่งซื้อและให้คณะกรรมการฯกำหนดราคาการขายยางตามสภาพและความเหมาะสมเป็นประโยชน์ที่สุดโดยไม่จำกัดการขายยางว่าจะต้องขายให้กับผู้ประกอบการในประเทศเท่านั้น
“ก่อนหน้านี้การระบายยางในสต็อกได้กำหนดว่าให้ขายให้กับผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลัก แต่จากการเดินทางไปต่างประเทศของ พล.อ.ประวิตรพบว่าต่างประเทศแสดงความสนใจที่จะซื้อยางพาราในสต็อกของไทย ที่ประชุมจึงเห็นว่าควรที่จะยืดหยุ่นในข้อกำหนดส่วนนี้ โดยเป้าหมายก็คือการดึงราคายางขึ้นจาก 40 บาทต่อกิโลกรัมเป็น 60 บาทต่อกิโลกรัมเป็นเป้าหมายแรก” พล.ต.สรรเสริญกล่าว









