อ.ส.ย. เตรียมประเดิม "บัพเฟอร์ ฟันด์" แทรกแซงยางงวดแรก 4 พ.ย.นี้ เป้าหมายดึงราคาถึงกก.ละ 60 บาท
นายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง(อ.ส.ย.) เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้จะจัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการบริหารกองทุนมูลภัณฑ์กันชน (บัฟเฟอร์ ฟันด์) ยางพาราได้แล้วเสร็จ พร้อมที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบในสัปดาห์หน้า และคาดว่าอ.ส.ย.จะใช้เงินกองทุนฯก้อนแรกประมาณ 6,000 ล้านบาท จากกรอบวงเงินกองทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท
โดยคาดว่าเริ่มเข้าไปประมูลยางพาราในตลาดกลาง ได้ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนพ.ย. เพื่อดึงราคายางพาราในประเทศขึ้นสู่ระดับเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ที่กิโลกรัม(กก.) ละ 60 บาท
“หัวใจหลักของกองทุนมูลภัณฑ์กันชน ก็คือ การซื้อมาและขายไป จะซื้อยางเข้ามากองไว้ในสต็อกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ การซื้อยางเข้ามาไม่ยากอยู่แล้ว แต่การขายยางออกไป หากไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน ข้าราชการก็ไม่กล้าทำงาน เช่น กรณีที่ขายแล้วขาดทุนก็ไม่มีข้าราชการกล้าขาย และสุดท้ายยางก็จะกองในสต็อกรัฐเป็นภาระการจัดการ และมีปัญหาการตลาดอีก ดังนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนรองรับการทำงาน โดยหลักที่จะเสนอครม.พิจารณาด้วย คือ การกำหนดปริมาณสต็อกสูงสุด ที่จะต้องนำยางออกขาย เช่น เมื่ออ.ส.ย.รับซื้อยางเข้ามาต่อเนื่อง จนสต็อกยางสะสมเพิ่มขึ้นถึง 20,000 ตัน ก็ให้สามารถนำออกขายในราคาตลาดได้ทันที” นายชนะชัย กล่าว
สำหรับราคายางพาราในประเทศขณะนี้ ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังรัฐบาลอนุมัติ 5 มาตรการกระตุ้นราคายาง แม้ว่ารัฐยังไม่เริ่มเข้าซื้อยางในตลาด สาเหตุเกิดจากพ่อค้าเร่งกว้านซื้อยางเพื่อเก็งกำไร สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร รายงานราคาประมูลยางพาราล่าสุด วันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ตลาดกลางยางพาราสงขลา ยางแผ่นดิบอยู่ที่กก.ละ 51.35 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 37 สตางค์ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 54.95 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 75 สตางค์ น้ำยางสด ณ โรงงานอยู่ที่ 49.50 บาท และเศษยาง (100%) ณ โรงงานอยู่ที่ กก.ละ 45.50 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 50 สตางค์






