พม.เตรียมลงนามไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการขจัดการค้าเด็กและผู้หญิงและการช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 7/2557ว่า ครม.ให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการขจัดการค้าเด็กและผู้หญิงและการช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ และได้อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับทวิภาคีที่จัดการประชุมในเรื่องนี้ ซึ่งหลักการสำคัญของร่างบันทึกฯนี้ คือเรื่องการทำความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปกฎหมาย การดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ที่ตกเหยื่อและครอบครัวของเหยื่อ มีการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความคล่องตัวรวมทั้งเปิดเผย แลกเปลี่ยนข้อมูลการค้ามนุษย์ระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมทั้งการดำเนินการคัดแยกเหยื่อและส่งกลับประเทศอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ร่างบันทึกฯดังกล่าวจะถูกใช้แทน ร่างบันทึกฯที่ลงนามไว้เมื่อปี 2546 ซึ่งขณะนี้หมดระยะเวลาแล้ว โดย พม. มีแผนที่จะลงนามในร่างดังกล่าวในช่วงต้นเดือนตุลาคมปี 2557 ในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางเยือนกัมพูชานั่นเอง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมต.พม.ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบด้วยว่า ที่ผ่านมาปัญหาการค้าแรงงาน การลักลอบเข้าเมืองของไทยนั้นมีอยู่ 3 ประเด็นหลักๆด้วยกัน 1. ค้าผู้หญิงและเด็กเป็นเพศพาณิชย์หรือการค้าประเวณี 2. บังคับใช้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานประมง 3. นำมาบังคับเป็นขอทาน รวมถึงการอุ้มบุญและการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาด้วย
อีกทั้งพล.ต.อ.อดุลย์กล่าวในที่ประชุมว่า สาเหตุที่เราต้องเข้ามาอยู่ในระดับเทียร์ 3 ในการจัดอันดับการแก้ปัญหาด้านการค้ามนุษย์นั้น เพราะว่าที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยดำเนินคดีกับผู้ที่อยู่เบื้องหหลังในคดีเหล่านี้ได้เลย และไม่สามารถคัดแยกคนในแต่ละประเภทได้อย่างชัดเจน ประกอบกับมีเจจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์อีกด้วย เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เราต้องกำหนดมาตรการให้ตรงกับ 5ที (5T) 5 มาตรการสากลในการแก้ปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งเป้นเรื่องของนโยบาย การดำเนินคดี การป้องกัน การบูรณาการ และการคุ้มครอง









