วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลตรวจฝรั่งตายภูเก็ต 2ห้องแล็บชี้ไร้อีโบลา

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เผยผลการตรวจชิ้นเนื้อจากศพนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเสียชีวิตปริศนาที่ภูเก็ต ไม่พบเชื้ออีโบล

ส่วนคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ยืนยันเช่นกันผลตรวจไม่พบเชื้ออีโบลา แต่ยังน่าเป็นห่วงเพราะตัวอย่างเลือดที่ส่งตรวจผ่านมาหลายวันแล้ว สั่งเฝ้าระวังต่อ

กรณีพบชายชาวอังกฤษ วัย 68 ปี เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ ภายในห้องพักส่วนตัวในจังหวัดภูเก็ต 1 ราย เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าชายคนดังกล่าวจะมีโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว แต่เนื่องจากพบมีประวัติเดินทางกลับมาจากเมืองลากอส ประเทศไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา จึงมีการส่งผลเลือดตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการชีวะนิรภัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหาเชื้ออีโบลานั้น

ล่าสุด ช่วงบ่ายวานนี้ (26 ต.ค.) นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบชิ้นเนื้อตับ เนื้อในกระพุ้งแก้ม และเนื้อในช่องทวารหนักด้วยเครื่องตรวจจากประเทศเยอรมนี และชุดเครื่องตรวจจากประเทศจีน ผลการตรวจออกมาแล้วไม่พบเชื้ออีโบลาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชิ้นเนื้อตัวอย่างที่เอามาตรวจนั้น ได้มาจากศพ ผลที่ออกมาจึงยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่ เพราะตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก จะใช้เลือดมาตรวจวิเคราะห์ ส่วนการตรวจจากศพยังไม่มีแนวทางปฏิบัติ ทั้งนี้ผลที่ได้ทั้งหมดได้แจ้งให้กับกรมควบคุมโรคทราบ และให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ตีความหมายอีกครั้ง

นพ.อภิชัย กล่าวถึงการตรวจเนื้อเยื่อว่า มีขั้นตอนการตรวจที่ซับซ้อนมากกว่าการตรวจจากสารคัดหลั่งของผู้ที่อาจเป็นผู้ติดเชื้อรายอื่น อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบประวัติคนไข้เบื้องต้น ไม่มีมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์การติดเชื้อไวรัสอีโบลา เพราะหลังจากที่เดินทางกลับมาจากไนจีเรียได้ระยะหนึ่ง ยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จนกระทั่งเป็นลมหมดสติ และถูกนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์พบว่าเป็นโรคหัวใจ จึงให้กลับไปพักรักษาอาการที่บ้าน นอกจากนี้ไม่พบอาการที่อยู่ในข่ายของการติดเชื้อไวรัสอีโบลา

ด้านนพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ด้านโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทางจุฬาฯ ได้ทำการตรวจสอบ 3 ประเภท คือ 1. ตรวจสอบหาเชื้อไวรัสอีโบลาชนิดให้ผลเร็ว (เรียลไทม์ พีซีอาร์) เช่นเดียวกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2.การตรวจสอบยืนยันผลซ้ำ ซึ่งครอบคลุมความผันแปรของรหัสพันธุกรรม เพื่อหาเชื้อไวรัสอีโบลา เชื้อไวรัสมาร์บวร์ก และเชื้อไวรัสในตระกูลเดียวกัน และ 3.ตรวจวิเคราะห์ตามมาตรฐานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (ซีดีซี)

โดยผลการตรวจวิเคราะห์ทั้ง 3 ประเภทให้ผลเป็นลบ ไม่พบว่ามีเชื้อไวรัสอีโบลาหรือเชื้อมาร์บวร์กแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตัวอย่างเลือดที่ส่งเข้ามาตรวจสอบนั้น ได้จากศพที่ผ่านมาเสียชีวิตมาหลายวัน จึงยังไม่มั่นใจว่ามีผลกับผลวิเคราะห์ที่ออกมาหรือไม่ จึงยังต้องเฝ้าระวังโรคติดเชื้อชนิดอื่นๆ ต่อไป

"การตรวจศพที่ต้องสงสัยว่ามีเชื้อไวรัสอีโบลา ไม่ว่าจะมีเชื้อหรือไม่มีต้องระมัดระวังเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด จะต้องเข้มงวดเรื่องการสัมผัสให้มาก เพราะแม้จะไม่ใช่เชื้อไวรัสอีโบลาก็อาจเป็นไวรัสตัวอื่นได้ ซึ่งผมได้หารือเรื่องนี้กับ นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) แล้ว กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะต้องกำชับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเรื่องการเตรียมความพร้อมป้องกันตัวเองเต็มที่” นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผลการตรวจเชื้ออีโบลาจากชิ้นเนื้อให้ผลที่ถูกต้องไม่ต่างจากตรวจสอบจากเลือด ซึ่งตามมาตรฐานแนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลกก็ชัดเจนว่าหากตรวจสอบเชื้ออีโบลาจากศพ ก็จะใช้ชิ้นเนื้อจากศพในการตรวจสอบอยู่แล้ว ซึ่งการตรวจสอบชิ้นเนื้อของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษรายนี้ก็ถือว่าใช้ชิ้นเนื้อหลายส่วนค่อนข้างมาก ผลตรวจที่ได้ถือว่าถูกต้องตามมาตรฐาน

นพ.โอภาส กล่าวว่า สำหรับประเด็นความสะเพร่าของเจ้าหน้าที่ในการตรวจศพผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาโดยไม่มีการป้องกันนั้น เนื่องจากตอนเข้าไปตรวจสอบศพครั้งแรกไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร จึงไม่ทราบว่าเดินทางมาจากประเทศเสี่ยง แต่การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ก็ทำถูกต้องตามมาตรฐาน คือ มีการสวมถุงมือ สวมอุปกรณ์ป้องกัน และไม่สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งโดยตรง เพราะโรคนี้ติดต่อแบบเดียวกันกับโรคเอดส์

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงมาตรการการเฝ้าระวังโรคอีโบลาว่า สธ.จะยังคงมาตรการเฝ้าระวังโรคอีโบลาในผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดของโรคอย่างเข้มงวดทุกวัน ทั้งผู้เดินทางโดยเครื่องบิน ทางเรือ และทางรถยนต์ ที่ผ่านช่องทางเข้าออกประเทศทุกแห่ง ตามมาตรการที่กระทรวงกำหนดไว้ ซึ่งเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจจับการนำเชื้ออีโบลาเข้าประเทศ

ส่วนความพร้อมด้านอื่นๆ เช่น การรักษาพยาบาล การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ขณะนี้กล่าวได้ว่าการเตรียมความพร้อมมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีสนามบินนานาชาติ หรือมีช่องทางเข้าออกประเทศ จำนวน 30 จังหวัด หากพบผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายสงสัยจะสามารถรับตัวไว้ดูแลตามแนวทางได้ทันที

นพ.โสภณ กล่าวว่า ผลการเฝ้าระวังผู้เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดโรคอีโบลาจนถึงขณะนี้ ยอดสะสมทั้งหมด 2,444 คน เฉลี่ยวันละประมาณ 26 คน 96% เดินทางมาโดยเครื่องบิน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ใน กทม. และจังหวัดต่างๆ จะเฝ้าระวังติดตามอาการผู้เดินทางเหล่านี้ทุกวัน ประชาชนไทยสามารถใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่ต้องวิตกกังวล ผู้ป่วยโรคนี้จะแพร่เชื้อได้ เฉพาะเมื่อมีอาการป่วยแล้ว โดยอาการสำคัญคือ มีไข้สูงอย่างเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลีย หรือมีเลือดออก

ในขณะนี้ยังไม่พบ ผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศไทย ส่วนการป้องกันโรคอีโบลา ขอให้ประชาชนไทยหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการเดินทางไปพื้นที่ระบาดออกไปก่อน หากมีข้อสงสัยสามารถโทรสอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค หมายเลข 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง