(รายงาน) กรมชลฯขยายพื้นที่จ้างงาน ช่วยชาวนา'งดปลูกข้าว'หนีแล้ง
หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ไว้ว่า รุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี พร้อมรายงานสถานการณ์น้ำทั้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ให้ที่ประชุมครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทราบว่า อยู่ในภาวะวิกฤติและไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับการสนับสนุนการปลูกข้าวนาปรังของเกษตรกรในปีการผลิตที่จะถึงนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือน พ.ค.-28 ก.ย.2557 ในภาคเหนือ มีปริมาณต่ำกว่าค่าปกติ 8% และภาคกลางมีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติ 22% ต่อที่ประชุมครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
วิกฤติน้ำหนัก4เขื่อนใหญ่พ.ย.นี้
ทั้งนี้ได้ประเมินว่าปริมาณน้ำใช้ของเขื่อนขนาดใหญ่ 4แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พ.ย.2557 รวมกันเพียง 6,500 ล้านลูกบาศก์เมตร จะต้องสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2558 อีกจำนวน 3600 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อหักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภครักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆในช่วงฤดูแล้งปี 2558 จำนวน 2,500 ล้านลูกบาศก์เมตร คงเหลือน้ำเพียง 400 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถสนับสนุนพืชไร่ได้เพียง 0.82 ล้านไร่ แต่ไม่สามารถสนับสนุนการปลูกข้าวนาปรังได้
เร่งสร้างงานอุ้มชาวนา2.6แสนครัวเรือน
“พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลองที่มีปัญหาน้ำต้นทุน ไม่สามารถส่งเสริมการปลูกข้าวนาปรังได้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับชาวนาในพื้นที่ 26 จังหวัด 2.6 แสนครัวเรือน รวมพื้นที่ทำนา 7.7 ล้านไร่ โดยพื้นที่เหล่านี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ออกประกาศงดทำนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำ เพื่อให้เกษตรกรรู้ถึงสถานการณ์น้ำและความจำเป็น ซึ่งหากชาวนายังทำนาแล้วได้รับความเสียหายรัฐบาลจะไม่มีการจ่ายชดเชยให้ และเกษตรกรต้องรับความเสี่ยงเอง”
นอกจากนี้ ครม.ยังได้ออกมาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากภัยแล้ง โดยการจ้างงานชาวนา เพื่อซ่อมคูคลองในฤดูแล้ง วันละ 300 บาท จำนวน 7.54 ล้านคันต่อวัน ซึ่งจะครอบคลุมชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการปลูกข้าวนาปรัง 2 แสนราย รวมทั้งยังได้ออกมาตรการเสริมโดยการอบรมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมอาชีพด้านประมง 3,574 ราย สนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านปศุสัตว์ 13,389 ราย ฝึกอาชีพภาคการเกษตร 17,804 ราย สนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วแก่เกษตรกรในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ 1.5 แสนไร่ ฝึกอาชีพนอกภาคเกษตร 1,385 ราย
กรมชลฯเร่งขยายพื้นที่จ้างงานชาวนา
นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการจ้างงานชาวนาวันละ 300 บาท เนื่องจากไม่สามารถทำนาปรังได้ ในฤดูการผลิต 2557/58 จากเดิมที่จะจ้างชาวนาในเขตประกาศงดส่งน้ำ 26 จังหวัด ในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และลุ่มแม่น้ำกลองนั้น กรมชลประทานจะขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้น โดยได้เห็นชอบหลักการให้จ้างงานชาวนาในลุ่มน้ำอื่นๆ ด้วยเช่น ในพื้นที่ภาคอีสาน ที่อาจมีปัญหาน้ำในเขื่อนน้อยจนไม่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้
“เมื่อรัฐบาลตัดสินใจจะช่วยเหลือชาวนาที่จะได้รับผลกระทบแล้ว ก็ควรจะขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทั่วถึง ทั้งนี้กรมชลประทานได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ผลผลิตการจัดการน้ำกรมชลประทานวงเงิน 17,565 ล้านบาท และงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 เดือนแรก สำหรับปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารชลประทาน และการขุดลอก ในวงเงิน 2,442 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้สามารถนำมาแบ่งจัดสรรใช้จ้างงานชาวนาได้” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว
วาง4แนวทางเงื่อนไขจ้างงาน
สำหรับเงื่อนไขการจ้างงานชาวนา จะพิจารณาจ้างแรงงานตามเกณฑ์ ดังนี้ 1.เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร และมีแปลงเพาะปลูกอยู่ในเขตประกาศงดส่งน้ำ เพื่อการทำนาปรังในฤดูกาลเพาะปลูก 2557/58
2.สมาชิกกุล่มผู้ใช้น้ำของโครงการ 3.เกษตรกรที่มีชื่อในบัญชีครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริม การเกษตร สามารถจ้างงานได้แม้แปลงเพาะปลูกไม่ได้อยู่ในเขตประกาศงดส่งน้ำ และ 4.หากแรงงานในพื้นที่ที่ต้องการ มีไม่เพียงพอให้สามารถจ้างงานในพื้นที่ใกล้ เคียงได้ โดยให้ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31ธ.ค.2557
ทุ่มงบช่วยเหลือชาวนาปลูกข้าวไม่ได้
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในปีนี้กรมชลประทาน ได้ปรับแนวทางการใช้งบประมาณเกือบทั้งหมด มาเน้นช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้ โดยจะจ้างงานให้ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีปัญหา
ล่าสุดเขื่อนที่คาดการณ์ค่อนข้างชัดแล้วว่า จะมีน้ำน้อยและต้องมีการจ้างงานเพื่อช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่ ณ วันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีน้ำ 15% ของความจุเขื่อน และเขื่อนกิ่วลมมีน้ำ 29% ของความจุเขื่อน ส่วนในภาคอีสาน ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำ 51% ของความจุเขื่อน และเขื่อนลำพระเพลิงมีน้ำ 49% ของความจุเขื่อน









