"การดูแลของผู้บังคับบัญชาก็มีส่วนช่วยป้องกันได้รวดเร็วและทันท่วงที" พญ.ปองขวัญ ยิ้มสอาด
ท่ามกลางกระแสตำหนิติเตียนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ "คดีอาชญากรรม" การอำนวย "การจราจร" หรือแม้กระทั่งเรื่องราวเสียๆ หายๆ อย่างการทุจริตคอร์รัปชันแล้วนำภาพที่ถูกนำเสนอเหล่านั้นมาเหมารวมเป็นภาพตำรวจทั้งหมดก็ดูจะเป็นการสรุปที่ตื้นเขินเกินไป
เนื่องเพราะในความเป็นจริงในอีกด้านหนึ่งของตำรวจนั้นก็ไม่ต่างจาก "ปุถุชน" เพียงแต่เป็นประชาชนที่สวมหมวกอีกใบในฐานะ "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" ซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน
เรียกได้ว่าตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ไม่ว่าจะชุมชนจนถึงระดับชาติ เป็นต้องมีตำรวจร่วมด้วยเสมอ ดังนั้นหากมองตำรวจอย่างเข้าใจและเข้าถึงเนื้องานก็จะพบว่าพวกเขาเหล่านั้นแบกภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างหนักอึ้งไว้บนบ่า จึงไม่แปลกที่ ผลการศึกษาของกองงานวิจัย แผนกงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ข้าราชการตำรวจมีความเครียดมากกว่าอาชีพอื่นๆ
แต่ที่กำลังเป็นปัญหาต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ ความเครียดที่เกิดขึ้นกับตำรวจนั้นกลับนำไปสู่การ "ฆ่าตัวตาย" ซึ่งมีอัตราสูงกว่าประชากรประมาณ 3 เท่า และยังสูงกว่าข้าราชการทุกหน่วยงาน
ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไป พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำการศึกษาให้ถึงต้นตอของปัญญา ซึ่งพบว่า สาเหตุไม่ได้มีแค่ความเครียดส่วนตัวหรือหน้าที่การงานเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น อาวุธปืนใกล้ตัวหยิบจับง่าย ขาดความรู้ด้านโรคจิตเวชเพื่อการดูแลตัวเอง
ที่สำคัญ หลายกรณีที่เกิดขึ้นเพราะ "เรื่องไม่เป็นเรื่อง" จากน้ำคำและการกระทำของ "ผู้บังคับบัญชา" กอปรกับการที่ไม่มี "ช่องทาง" ให้ตำรวจที่กำลังมีปัญหาได้ใช้ปรึกษา พูดคุย หรือระบายความในใจ
กรณีแรก เป็นชีวิตของนายดาบตำรวจ สังกัดกองบังคับการตำรวจน้ำรายหนึ่ง ไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวใดๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งเมื่อเกิดปัญหาทางธุรการโดยเอกสารเบิกจ่ายค่าน้ำมันเรือมีปัญหาเพียงแค่ลงวันเวลาไม่ตรงกับความเป็นจริง
ต่อมาเขากลับถูกผู้บังคับบัญชาตั้งกรรมการสอบสวนกรณีทุจริตเบิกจ่ายค่าน้ำมันเรือ ซึ่งตามขั้นตอนปกติแล้ว ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริง หากพบว่ามีความผิดจริง การลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุดคือให้ออกจากราชการ ซึ่งก็ถือว่าหนักหนาอยู่แล้วสำหรับชีวิตราชการ
แต่เรื่องกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อนายตำรวจยศร้อยตำรวจโท ผู้บังคับบัญชาโดยตรงกลับขู่ว่า การทุจริตนี้ร้ายแรงถึงขั้นต้องยึดทรัพย์ทั้งครอบครัว
เรื่องนี้จึงจบลงที่ความสูญเสีย ก่อนที่จะมีผลการสอบสวนออกมา โดยนายดาบตำรวจผู้นี้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง แต่ที่สลดหดหู่ไปกว่านั้นคือในจดหมายของเขา เขียนฝากถึงผู้บังคับบัญชาว่า ขออย่าได้ยึดเงินของเขาซึ่งมีอยู่ราวๆ 2 แสนบาทเพราะต้องการเก็บไว้ให้ลูกเมียอันเป็นที่รัก ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นต้องถูกยึดทรัพย์แต่อย่างใด
กรณีที่สอง นายตำรวจยศร้อยตำรวจโท จาก จ.อุบลราชธานี ที่เติบโตจากงานสายตรวจในภาคอีสาน ไปเซ็นผู้ค้ำประกันสัญญาซื้อเครื่องมือการเกษตรให้กับเพื่อน แต่เพื่อนรายนี้กลับหลบหนีทิ้งหนี้สินไว้ให้ 5-6 แสนบาท
ทนายความส่งเอกสารยืนฟ้องให้ผู้หมวดรายนี้จ่ายค่าชดใช้ ทำให้ความเป็นหนี้สินของผู้หมวดถูกถ่ายทอดไปถึงภรรยา ซึ่งสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง จนกลายเป็นปัญหาครอบครัว และต้องมีเรื่องทะเลาะกับภรรยาอยู่เป็นประจำ
แล้วความเครียดก็เพิ่มขึ้น เมื่อเรื่องราวถูกลือกันไปใหญ่ว่า ผู้บังคับบัญชาเตรียมพิจารณาตั้งกรรมการสอบสวน ข้อบกพร่องของเขาจากปัญหาส่วนตัวนี้
สุดท้ายเรื่องจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย ทั้งที่ในความเป็นจริง หนี้สินที่เกิดจากการเซ็นชื่อค้ำประกันในสัญญาซื้อขายนี้ เป็นความเสียหายเฉพาะส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง ไม่ได้มีผลกระทบ หรือทำให้หน่วยงานได้รับความเสียหาย และผู้บังคับบัญชาของผู้หมวดรายนี้ก็ไม่ได้พิจารณาตั้งกรรมการสอบสวนใดๆ ทั้งสิ้น
เรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นที่มาของ ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า (ศปก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ พล.ต.อ.สมยศ นำมาประยุกต์ปรับใช้เป็น "สายด่วน 1599" เพื่อเป็นช่องทางให้ตำรวจชั้นประทวนได้ใช้ปรึกษาปัญหาหนักอกทั้งหลาย โดยจะมีทีมจิตแพทย์ และนักจิตวิทยาจากโรงพยาบาลตำรวจ ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาให้คำปรึกษาทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี
พ.ต.ท.(หญิง) นิภาพร คำอั้น นักจิตวิทยา (สบ 2) บอกว่า หลังเปิดศูนย์มาได้ 3 วันก็มีตำรวจโทรเข้ามาปรึกษาแล้วประมาณ 10 ราย ส่วนใหญ่ปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน เช่น ความรู้สึกที่อยากสอบเลื่อนขั้นเป็นสัญญาบัตร แต่สอบไม่ได้ซักที จึงเกิดความเครียด แล้วเขาก็อยากรู้ว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสามารถช่วยเหลือเขาได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีตำรวจที่มีปัญหาเรื่องครอบครัว และหนี้สินส่วนตัวโทรเข้ามาปรึกษาด้วย
ข้อมูลของจากศูนย์ฯ ทำให้เห็นว่า ตำรวจวัยเกษียณอายุราชการ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่โทรเข้ามาขอรับคำปรึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาด้านสุขภาพ และโรคประจำตัว
พ.ต.ท.(หญิง) นิภาพร ยอมรับว่า การที่ตำรวจซึ่งมีภาวะเสี่ยงฆ่าตัวตายและมีอาวุธปืนประจำตัวอยู่ใกล้ตัวก็ทำให้เขาตัดสินใจคิดสั้นได้ทันทีเมื่อซึ่งในการป้องกันนั้น สายด่วนนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยยับยั้ง
แต่ที่สำคัญกว่าคือ ครอบครัว คนรอบข้าง รวมทั้งผู้บังคับบัญชาที่อยู่ใกล้ชิดพวกเขา ต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแลสอบถามสารทุกข์สุกดิบ หากพบว่าเริ่มมีปัญหาก็ควรเรียกเก็บอาวุธปืนไว้ก่อน
"ผู้บังคับบัญชามีส่วนสำคัญ เป็นคนที่มีความใกล้ชิดกับคนเหล่านี้ เพราะแม้จะพยายามจัดกิจกรรมสันทนาการใดๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียด แต่ก็คงไม่อาจเข้าถึงตัว เนื่องจากคนเครียดมักจะเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร"
ด้าน พญ.ปองขวัญ ยิ้มสอาด จิตแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เห็นด้วยว่า การดูแลของผู้บังคับบัญชาถือเป็นการป้องกันที่ดี เป็นการปกป้องได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ซึ่งต้องอาศัยความช่างสังเกต อากัปกิริยาของลูกน้องในระหว่างทำงาน ที่อาจแสดงออกด้วยอาการซึม เหม่อลอย แล้วเข้าไปรับฟังปัญหาเพื่อให้คำแนะนำในการแก้ปัญหา
พร้อมกันนี้ คุณหมอปองขวัญ ได้ให้คำแนะนำในการสังเกตตัวเองเพื่อป้องกันภาวะความเครียดสะสมว่า หากเริ่มจากความรู้สึกเศร้า ท้อแท้ ไม่อยากออกไปไหน มีปัญหาในการนอน เช่น นอนไม่หลับ หรือหลับนานเกินไป กินอาหารไม่ได้ น้ำหนักลด ทำงานไม่มีสมาธิ มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย ก็ให้พูดคุยกับคนใกล้ชิดจนรู้สึกผ่อนคลาย แต่หากยังไม่ดีขึ้นก็ควรปรึกษาหรือเข้าพบแพทย์
สายด่วน 1599 ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นเปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงทำให้ทีมงานยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะวิเคราะห์ศึกษาปัญหาการฆ่าตัวตายในหมู่ตำรวจได้อย่างชัดเจน และแม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่พบตำรวจที่มีความเครียด "ระดับสีแดง" ก็ตาม แต่ทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยากลุ่มนี้ก็หวังว่า ศูนย์ฯ แห่งนี้จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันและลดอัตราการฆ่าตัวตายของตำรวจให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
................
7ปีตร.ปลิดชีพตัวเอง221ราย
สำนักงานกำลังพล สำนักงานยุทธศาสตร์ และโรงพยาบาลตำรวจ ได้ร่วมกันศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ โดยสถิติตั้งแต่ปี 2551-2556 พบว่า มีตำรวจฆ่าตัวตาย 172 คน โดยอยู่ในช่วงอายุ 41-50 ปี และเป็นตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปรามมากที่สุด
ต่อมาเมื่อเดือน ก.ค.2556-ก.ค.2557 พบว่า มีตำรวจฆ่าตัวตาย 44 นาย โดยเป็นตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปรามมากที่สุดอีกเช่นกัน รองลงมาเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน
ล่าสุดที่ได้มีการรวบรวมไว้เมื่อวันที่ 5 ก.ย.จนถึงวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า มีตำรวจฆ่าตัว 5 ราย โดยเป็นตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปราม 3 ราย ส่วนอีก 2 รายอยู่ฝ่ายปฏิบัติการพิเศษและสอบสวน
สำหรับโดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัญหาครอบครัว ปัญหาหนี้สิน ปัญหาสุขภาพ และปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่การงาน









