วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุตฯก่อสร้างฟื้นรับแผนกระตุ้น3แสนล้าน

อุตฯก่อสร้างฟื้นรับแผนกระตุ้น3แสนล้าน เปิดทางฟิลิปปินส์ เวียดนามทำงานแก้ปมขาดแคลนแรงงาน

อุตฯก่อสร้างฟื้นตัว รับกระแสแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แสนล้าน ดันยอดลงทุนปี 57 ทะลุ 9.7 แสนล้าน ขยายตัว 2% มั่นใจปีหน้าแตะ 1 ล้านล้านบาท แนะเปิดให้ฟิลิปปินส์ เวียดนามเข้ามาทำงาน แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

นายจักรพร อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการ สถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลได้ออกแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งเน้นไปที่การซ่อมสร้างในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท จะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมก่อสร้างโดยตรง และจะช่วยให้ภาคก่อสร้างทั้งปี ไม่อยู่ในภาวะติดลบหลังจากที่เผชิญกับความซบเซามาตั้งแต่ปลายปี 2556 ต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปีนี้เนื่องจากปัญหาการเมือง

โดยคาดว่าการลงทุนซ่อมสร้างในโครงการของภาครัฐ จะทำให้มีมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมก่อสร้างปีนี้ขึ้นมีมูลค่ากว่า 9.7 แสนล้านบาท เติบโตจากปี 2556 ประมาณ 2% โดยแรงส่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังโดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายของปี ในขณะที่ครึ่งปีแรกการขยายตัวติดลบไปประมาณ 5%

ทั้งนี้ที่ผ่านมางบประมาณการลงทุนของภาครัฐไม่เคยลดลงเลย แต่ในช่วงครึ่งปีแรกโครงการต่างๆ ออกมาไม่ได้ เพราะติดขัดปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง และในปัจจุบันเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ ภาครัฐเริ่มที่จะขยับตัว ทำให้ภาคเอกชนขยับตัวตาม โดยแรงส่งนี้น่าจะส่งไปถึงปีหน้า ซึ่งทำให้เชื่อว่าปี 2558 นี้มูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมก่อสร้างจะขึ้นไปแตะ 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม การประเมินมูลค่าลงทุนของภาคก่อสร้างที่ 1 ล้านล้านบาทในปี 2558 เป็นการรวมเพียงโครงการก่อสร้างทั่วไปของรัฐและเอกชน ยังไม่ได้รวมการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจคของภาครัฐ เพราะที่ผ่านมาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ จะมีความไม่แน่นอนสูง หากเอามารวมในการประมาณการอาจเกิดการคาดเคลื่อนได้ แต่ถ้าปี 2558 หรือปีต่อๆ ไปมีการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจคก็จะทำให้มูลค่าของอุตสาหกรรมก่อสร้างสูงกว่าที่ประเมินไว้พอสมควร

สำหรับสัดส่วนงานก่อสร้างระหว่างภาครัฐและเอกชนสำหรับปี 2558 น่าจะอยู่ใกล้เคียงสัดส่วน 50/50 เป็นไปได้ที่งานก่อสร้างภาครัฐจะสูงกว่าบ้างแต่ก็จะไม่มากนัก เพราะเอกชนก็มีงานก่อสร้างที่ต่อเนื่องโดยหลักๆ จะยังคงเป็นงานก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง โดยที่จะขยายตัวมากจะยังคงเป็นตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศที่ช่วงที่ผ่านมาก็ขยายตัวสูงแต่ชะลอตัวลงไปในช่วงที่การเมืองมีปัญหา เมื่อการเมืองเข้าสู่ภาวะปกติแล้วความเชื่อมั่นของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะกลับมา และอีกส่วนหนึ่งที่คาดว่าจะมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้คือการก่อสร้างโรงงานต่างๆที่มีมากขึ้นตามการลงทุนของภาคธุรกิจที่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจมากขึ้น

“แม้ในปีหน้าจะเป็นปีที่สดใสของอุตสาหกรรมก่อสร้าง แต่ก็มีประเด็นที่น่ากังวลอยู่ คือ การขาดแคลนแรงงาน ที่เดิมปัญหาได้คลี่คลายลง ในช่วงที่การก่อสร้างชะลอตัว ตามปัญหาการเมือง แต่เมื่องานของภาครัฐเพิ่มขึ้น เอกชนก็จะเดินหน้า ทำให้คาดว่าแรงงานจะกลับมาตึงตัวอีกครั้ง” นายจักรพร กล่าว

ในปัจจุบันแรงงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างมีอยู่ 2.3-2.4 ล้านคน และมีการแปรผันสูงตามฤดูการเพาะปลูก คือถ้าเป็นฤดูเพาะปลูกแรงงานจะลดลงเหลือประมาณ 2.1 ล้านคน แต่ช่วงนอกฤดูเพาะปลูกจะขึ้นไปสูงถึง 2.8-2.9 ล้านคน เพราะแม้จะมีการใช้แรงงานต่างด้าวมาก แต่ต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในไทยในกลุ่มแรงงานพื้นฐานยังคงเป็น 3 ชาติ คือ ลาว พม่า และกัมพูชา ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีการใช้ชีวิตเหมือนคนไทย ถึงเวลาเพาะปลูกก็จะกลับถิ่นฐาน

ทั้งนี้เพื่อลดการตึงตัวดังกล่าวเอกชนได้ทำเรื่องขอไปยังกระทรวงแรงงานให้เพิ่มโควตาประเทศที่แรงงานเข้ามาทำงานในไทยได้จากเดิมที่มีอยู่ 3 ประเทศ ซึ่งขณะนี้ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ก็สนใจจะส่งแรงงานเข้ามาทำงานในประเทศไทย

ด้านแนวโน้มค่าจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จะยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำโดยเฉลี่ย ถ้าเป็นกรรมกรจะตกวันละ 400-450 บาทต่อวัน ถ้าเป็นกึ่งฝีมือตกประมาณ 500-600 บาทต่อวัน และถ้าเป็นช่างที่ชำนาญจะอยู่ที่ 700-800 บาทต่อวัน

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ครม.ให้ความเห็นชอบออกมานั้น ส่วนใหญ่เป็นการมุ่งใช้เงินงบประมาณ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และทำให้ประชาชนมีรายได้ โดยจะจัดสรรงบประมาณ 20% เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ เช่น การใช้เงินงบประมาณค้างท่อที่มีอยู่ 149,000 ล้านบาท การใช้งบไทยเข้มแข็ง วงเงิน 23,000 ล้านบาท โดยมาใช้ลงทุนพัฒนาการซ่อมสร้างสาธารณูปโภค ทั้งการสร้างถนน ซ่อมถนนในต่างจังหวัดที่เสียหายจากน้ำท่วมปี 2554 สร้างโรงพยาบาล 1,000 แห่งทั่วประเทศ และโรงเรียน 8,000 แห่ง