แม่เฒ่าวัย60นำลูกพิการใส่รถเข็นเดินเท้าไปกทม.

แม่เฒ่าวัย60นำลูกพิการใส่รถเข็นเดินเท้าไปกทม.

พบยายวัย 60 ปี ทำรถเข็นใส่ลูกสาววัย22ปี ที่ป่วยดาวน์ซินโดมเข็นไปตามถนน จากอุดรธานี เพื่อตามหาญาติที่กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 24 กันยายน หลังทราบว่ามีหญิงชรา นำลูกสาววัย 22 ปี ซึ่งพิการเป็น ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) ใส่รถเข็นมุงหลังคา จากอุดรธานี ไปหาญาติที่กรุงเทพมหานคร โดยเข็นรถไปตามถนนมิตรภาพ อุดรธานี - ขอนแก่น ตากแดดตากฝน ค่ำไหนนอนนั่น นอนตามป้อมยาม และปั๊มน้ำมัน และดำรงชีวิตด้วยการเก็บของเก่าขาย นำเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิตไปวันๆ โดยได้มีการแชร์จากโลกโซเชียลอย่างมากมาย

ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินตามหา และ ไปพบกับหญิงชราเข็นรถอยู่บริเวณถนนมิตรภาพ อุดรธานี - ขอนแก่น หลักกิโลเมตรที่ 23 บริเวณ บ.แม่นนท์ ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งสุดเขต อ.เมือง จ.อุดรธานี จึงได้เรียกให้หยุดพูดคุย ทราบชื่อภายหลังว่า นางพรพิมล ฤาโอภาส อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 122 หมู่ 6 ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี ภายในรถเข็นมีลูกสาวซึ่งเป็นโรคดาวน์ซินโดรม ชื่อ น.ส.รัตนา เกียรติประเสริฐ อายุ 22 ปี ซึ่งรถเข็นประกอบจากโครงเหล็กอย่างดี กว้างประมาณ 50 ซม.ยาว 1.50 เมตร มุงหลังคาด้วยป้ายผ้าไวนิล และติดลวดเหล็กระบายอากาศ ภายในรถเข็นมีเสื้อผ้า หมอน และขวดน้ำดื่มวางอยู่

นางพรพิมล เล่าถึงสาเหตุที่ต้องนำลูกสาวใส่รถเข็น แล้วเข็นไปตามท้องถนนมุ่งหน้าไปกรุงเทพฯ ว่า ตนเป็นชาวกรุงเทพฯ พบรักกับนายสุรัตน์ เกียรติประเสริฐ หนุ่มเมืองอุดรธานี ซึ่งลงไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ ปี 2535 ตนได้คลอดลูกสาว แต่โชคร้ายลูกสาวพิการเป็นดาวน์ซินโดรม พอปี 2540 สามีได้พาครอบครัวย้ายกลับมาที่บ้านเกิด จ.อุดรธานี โดยได้สร้างบ้านอยู่ในที่ดินของพ่อแม่สามี โดยสามีได้ออกไปทำงานรับจ้าง ส่วนตนเลี้ยงดูลูกสาวอยู่ที่บ้าน

ต่อมาปี 2549 สามีได้เสียชีวิตจากป่วยเป็นโรคตับแข็ง เนื่องจากดื่มสุรามาก หลังไม่มีสามีแล้ว ตนก็ได้พาลูกไปทำงานรับจ้างหาเงินประทังชีวิต ซึ่งดีที่มีเงินคนพิการช่วยเดือนละ 500 บาท เพราะลูกพิการ และดื้อมาก จึงถูกให้ออกจากงานและไม่มีใครจ้าง จึงต้องออกเร่ร่อนเก็บของเก่าจากกองขยะไปขายเรื่อยๆ จนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตนและลูกได้กลับมาบ้าน แต่บ้านได้ถูกญาติของสามีรื้อทิ้งไปหมด ญาติสามีไม่ยอมให้อยู่ด้วย เพราะสามีเป็นแค่ลูกที่เก็บมาเลี้ยงเท่านั้น จึงไม่มีสิทธิในมรดกของพ่อแม่ ตนจึงไปขอความช่วยเหลือจาก อบต.ให้ช่วยสร้างบ้านให้ด้วย แต่ อบต.บอกว่าตนไม่มีที่ดิน จึงสร้างบ้านให้ไม่ได้

นางพรพิมล เล่าต่อไปว่า เมื่อญาติสามีไม่ให้อยู่ด้วย หน่วยงานราชการก็ช่วยไม่ได้ จึงตัดสินใจนำเงินที่เก็บไว้ 2,400 บาท มาจ้างช่างต่อรถเข็นเพื่อตระเวนไปเก็บของเก่าขายเลี้ยงลูก โดยตนตั้งใจว่าจะขึ้นรถไฟฟรี และนำรถเข็นขึ้นรถไฟไปด้วย โดยเสียค่าละวาง จะเสียกี่บาทก็ยอม แต่เจ้าหน้าที่รถไฟบอกว่า รถเข็นของตนมีความยาวมากไป จึงไม่รับขึ้นรถไฟ ทำให้ตนตัดสินใจนำลูกใส่รถเข็นและเข็นไปตามท้องถนนตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน และค่ำไหนนอนนั่น โดยจะอาศัยนอนตามปั๊มน้ำมัน ป้อมตำรวจ และหน้าบ้านของชาวบ้าน เพราะจะปลอดภัยกว่าจะไม่มีคนมารังแก

"ตั้งแต่ออกเดินทางมารวม 3 วัน มีเงินติดกระเป๋าแค่ 40 บาท จึงต้องเก็บของเก่าจากกองขยะตามชุมชนที่เดินผ่าน นำไปขายได้วันละไม่กี่บาท และก็นำไปซื้อข้าวปลาอาหารให้ลูกและตัวเองกิน ซึ่งจะได้มีแรงเดินไปเรื่อยๆ ไปให้ถึงกรุงเทพวันไหนก็ช่าง โดยมีญาติอยู่แถวปากเกร็ด จ.นนทบุรี อยู่ที่นั่นมีญาติพี่น้อง หาเงินง่าย คิดว่าคงจะไม่อดตาย อย่างแน่นอน"นางพรพิมล กล่าว