เกษตรฯ เตรียมหารือพาณิชย์วางแผนช่วยเหลือภาคเกษตรช่วง 3+5 ปี ยึดจีดีพีภาคเกษตรฐานการให้เงินช่วยเหลือ
เน้นสินค้ามีปัญหาข้าว-ยาง เตรียมเสนอครม.ปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะกำหนดงบประมาณเพื่อใช้อุดหนุนภาคเกษตรช่วง 3-5 ปี โดยใช้จีดีพีภาคเกษตรเป็นฐานพิจารณาวงเงินช่วยเหลือว่าภาคเกษตรไทยต้องใช้เงินอุดหนุนเท่าไหร่ ทั้งนี้จะเห็นว่าทั่วโลกมีกฎหมายในการเปิดทางให้ภาครัฐอุดหนุนเกษตรกรได้ เห็นได้จากสหภาพยุโรป(อียู) ที่ใช้เงินมากกว่า 13% ของจีดีพีเข้าอุดหนุนสินค้าเกษตรทั้งหมด โดยจะไม่เอาเงินเข้าแทรกแซงแต่จะใช้ในการปรับโครงสร้างภาคเกษตร
ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์ให้ใกล้เคียงกับอุปทาน เพื่อทำเป็นแผนปฏิบัติการ(แอคชั่นแพลน)ในช่วง 3-5 ปี เพื่อให้ผลผลิตออกมาใกล้เคียงกับความต้องการบริโภค ทั้งภายในประเทศและส่งออก เพื่อกำหนดวงเงินในการใช้อุดหนุนสินค้าเกษตรระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า
เร่งวางแผนผลิตยาง-ข้าวลดปัญหา
ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมประเมินผลผลิต และคาดการณ์ความต้องการ โดยจะเริ่มที่ 2 สินค้าที่มีปัญหา คือ ยาง และข้าว เมื่อจัดทำแอคชั่นแพลนแล้วเสร็จ จะนำเสนอ คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเดือนต.ค.2557 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ร่วมกับมาตรการโซนนิ่ง
วาง3ส่วนช่วยเหลือภาคเกษตร
สำหรับภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1.ช่วยเหลือเกษตรกรช่วงวิกฤตภัยธรรมชาติ 2. การดูแลคุณภาพชีวิตของเกษตรกร 3.การปรับโครงสร้าง โดยให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากอาชีพหนึ่งไปทำอีกอาชีพ โดยให้เงินเป็นแรงจูงใจในการเปลี่ยนอาชีพ หากเกษตรกรให้ความร่วมมือ
ก็จะทำให้ผลผลิตไม่ล้นตลาด เพียงพอ ไม่มากไม่น้อยกับความต้องการ
“การปรับโครงสร้างโดยให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากอาชีพหนึ่ง เป็นการปรับสมดุล การปลูกพืชเกษตร เพื่อให้สมดุลกับความต้องการยอมรับเป็นเรื่องใหญ่ จำเป็นต้องมีการให้เงินเป็นแรงจูงใจ เป็นเงินให้เปล่าไม่ต้องกู้ยืม เพราะมาตรการนี้ถือเป็นมาตรการภาคสมัครใจ แต่หน่วยงานราชการจะเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละพื้นที่เหมาะสมในการปลูกพืชอะไร หากเปลี่ยนปลูกพืชอีกอย่างจะมีตลาดรองรับอย่างไรบ้าง จุดนี้ภาครัฐต้องร่วมกันหรือ เพื่อให้รู้ว่า ต้องใช้เงินงบประมาณเท่าไหร่ในการเปลี่ยนอาชีพให้เกษตรกร”นายปีติพงษ์ กล่าว
จัดโซนนิ่งป้องกันความเสี่ยงปลูกพืช
นายปีติพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้เกษตรกรเสี่ยงอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรก็เสี่ยงมากพอแล้ว ยิ่งเสี่ยงมากปลูกพืชที่ไม่ตรงกับความต้องการก็เป็นหนี้มาก จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เพราะเรื่องชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยใช้โซนนิ่ง เป็นเครื่องมีอในการปรับโครงสร้างโดยจะใช้พื้นที่โซนนิ่งเป็นตัวกำหนดพื้นที่เพาะปลูกว่าเหมาะกับพืชอะไร
โดยการเปลี่ยนอาชีพ ของเกษตรที่วางไว้มี 3 แบบคือ 1.เปลี่ยนอาชีพเพาะปลูกไปเลย 2.ปรับบางส่วน เช่น หากมียาง 10 ไร่ ก็อาจจะให้ปลูกแค่ 5 ไร่ อีก 5 ไร่ที่เหลือ เอาไปทำการเกษตรอย่างอื่น และ 3.ปรับปรุงคุณภาพด้วยตัวของเกษตรกรเอง เช่นอาจยกระดับคุณภาพการเพาะปลูกเป็นเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี
วางยุทธศาสตร์สินค้า4ตัวหลัก
อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯยังได้เตรียมแผนสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ต้องปรับสมดุลระหว่างการผลิตและความต้องการของตลาด เชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การแก้ไขปัญหายางพาราในระยะยาว การจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร 4 ชนิด คือ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์ม และอ้อย แผนการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการพัฒนาระบบสหกรณ์ให้ดำเนินธุรกิจด้านสหกรณ์การเกษตรให้มากขึ้น รวมถึงให้สหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในพื้นที่เขตเกษตรเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างตลาดนัดสินค้าเกษตรในเมืองหรือจังหวัด
สศก.ประเมินพื้นที่ปลูกข้าวปีนี้ลดลง
แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวว่าในปีเพาะปลูกข้าว 2557/58 คาดว่าจะมี เนื้อที่เพาะปลูก 61,739,500 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 340,404 ไร่ หรือ 0.55% ปริมาณผลผลิต 27,110,400 ตัน เพิ่มจากปีที่แล้ว 20,216 ตันหรือ 0.07% โดยเนื้อที่เพาะปลูกลดลงจากปีที่แล้วทุกภาค เนื่องจากการปรับเปลี่ยนนโยบายภาครัฐ รวมทั้งราคาข้าวมีแนวโน้มลดลงประกอบกับเกษตรกรบางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน และเกษตรกรในภาคใต้เปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันส่วนยางพารา มีเนื้อที่เพาะปลูก 15,841,979 ไร่เพิ่มขึ้น 4.70 %เนื่องจากยางครบอายุกรีดเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะให้ผลผลิต 4,027,076 ตัน เพิ่มขึ้น 4.25 %






