ธีระพล ถนอมศักดิ์ กับความสุขท่ามกลางหลากภารกิจทั้งผู้บริหารหนุ่ม ซูเปอร์นวัตกร นักเขียนที่หลายคนมองเป็นงานหนั
สวมหมวกหลายใบทั้งผู้บริหารหนุ่มคิวทอง ซูเปอร์นวัตกร นักเขียน อาจดูเป็นงานหนัก แต่สำหรับ "ธีระพล ถนอมศักดิ์" งานกลับเป็นการสร้างสมดุลสมองและชีวิตลงตัว
ด้วยประสบการณ์จริงด้านนวัตกรรมในองค์กรชั้นนำ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการและหัวหน้าศูนย์วัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้ชื่อของ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หรือ ดร.ยุทธ เป็นที่รู้จักอย่างดีในงานบริหารนวัตกรรมระดับแถวหน้าของเมืองไทย
จากพื้นฐานการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ ทำให้เขามีกระบวนการคิดเป็นระบบผสานกับความชอบงานดีไซน์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการทำงานนวัตกรรม เพราะต้องประสานงานกับผู้คนหลากหลายสาขา เช่น นักเขียนโปรแกรม นักการตลาด ดีไซเนอร์ ให้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้ถูกต้องและทุกฝ่ายเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อถามถึงความเครียด ด็อกเตอร์หนุ่ม มองว่า อยู่ที่วิธีคิด เพราะมนุษย์เก่งเรื่องเครียด สามารถหาเรื่องเครียดได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ ต้นเหตุของความเครียดเกิดจากการที่อยากให้ทุกอย่างดี ยิ่งมีหลายบทบาทและต้องการทำให้ทุกบทบาทดีจึงทำให้เกิดความเครียด
“เหมือนเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง พอโฟกัสไปสักยะหนึ่งสมองก็จะตึง แต่งานที่ผมทำดีอย่างหนึ่งคือ ผมได้ดิวกับคนที่ตาเป็นประกาย เวลาที่มาคุยด้วยพลังที่เขานำเข้ามาว่า อยากทำโน่นทำนี่ มันซึมมาหาเหมือนผมได้เติมพลังโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่าง มีพนักงานที่พิการทางการมองเห็น เขามีปัญหาเวลาได้รับแบงก์ จึงไปคิดค้นเครื่องวัดขนาดแบงก์ขึ้นมา พอคุยกับเขาทำให้เรารู้สึกว่า เหมือนได้แง่คิดและพลังในการทำงาน ผมมีพลังเหล่านี้มาเติมทุกวัน ทำให้ผมรู้สึกว่า ทุกอย่างเป็นไปได้”
แต่เขายอมรับว่า หนีความเครียดไม่พ้น จึงใช้วิธี “ถอย” ออกมาจากความเครียดนั้น สรุปคือ ถ้าเครียดอยู่ก็ไปหาอะไรอย่างอื่นทำ ยิ่งถอยออกมามากเท่าไร ปัญหาจะเล็กลง และเห็นสาเหตุของปัญหามากขึ้น ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ก็ต้องฝึกเรียนรู้ที่จะยอมรับสภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ตราบใดที่ทำสิ่งใหม่ๆ ความเครียดและความคาดหวังจะเกิดขึ้นตลอดเวลา
หลักการง่ายๆ สำหรับ ดร.ยุทธ คือ การออกกำลังกายปลดปล่อยความเครียดด้วยการว่ายน้ำ วิ่ง เหมือนการรีเซ็ตตัวเอง ขณะเดียวกันก็พยายามทำอะไรหลายๆ อย่าง
“บางครั้งเวลาที่คนเราทำอะไรอย่างเดียว มันเหมือนกับว่า เราฝากความหวังทุกสิ่งทุกอย่างกับสิ่งนั้น หากสิ่งนั้นไม่ได้เป็นอย่างหวัง เราจะรู้สึกล้มเหลว ซึ่งเหมือนกับการคิดค้นนวัตกรรม ตามหลักการบอกว่า โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีเปอร์เซ็นต์ไม่มากนัก อาจแค่ 10% ฉะนั้น บางครั้งเวลาเราหวังกับอะไรมากๆ แล้วผิดหวัง จะรู้สึกเสียความมั่นใจว่า ตกลงเราเก่งเรื่องนี้จริงป่าว แต่ถ้าทำอย่างอื่นด้วย ก็จะรู้สึกว่า มันก็เป็นงานหนึ่งที่ผิดพลาด จริงๆ แล้วยังมีอย่างอื่นอีกที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ"
เขายกตัวอย่างตนเองว่า นอกจากงานบริหารนวัตกรรมแล้วยัง เป็นอาจารย์พิเศษและเขียนหนังสือด้วย
"เวลาที่เราทำอะไรหลายอย่างมันจะช่วยแชร์ความคาดหวัง แชร์การยึดติดของตนเองออกไปในหลายๆ อย่าง บางที่อาจแก้ปัญหาที่ทำงานไม่ได้ แต่พอนำเคสไปเล่าให้นักเรียนฟังเหมือนเป็นการกลั่นกรอง ทำให้ตกตะกอนความคิด ทำให้สามารถกลับไปแก้ปัญหานั้นได้ การที่เรามีอีกบทบาทหนึ่ง พูดง่ายๆ คือเราออกมาจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ทำให้มองเห็นปัญหาง่ายขึ้น”
ปฏิรูปกายใจเพื่อสุขภาพ
ในมุมการดูแลสุขภาพของ ดร.ยุทธ มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากขับรถมาทำงานแล้วไม่สามารถเดินลงจากรถได้ เพราะหลังแข็งถึงขึ้นต้องโทรเรียกลูกน้องให้มาช่วยอุ้มขึ้นรถไปส่งโรงพยาบาล ปรากฏว่าเป็นกล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลัน ไม่สามารถรับน้ำหนักกระดูกสันหลัง แล้วไปกดทับจนปวดลงขา
อาการป่วยในวันนั้น ทำให้เขาต้องหันมาดูแลตนเองอย่างจริงจังด้วยการมีวินัยในเรื่องการกินอยู่มากขึ้น เช่น การออกกำลังกาย ก็ต้องกำหนดเป้าหมายแล้วปฏิบัติให้ได้ตามที่ตั้งไว้ รวมทั้งเรื่องอาหารการกินถึงขั้นนับแคลอรี จากปกติใน 1 วันคนธรรมดารับประทานไม่เกิน 2,000 แคลอรี แต่เขาพยายามจำกัดให้อยู่ในระดับ 1,200-1,400 แคลอรี
นอกจากนี้ มีการศึกษาเมนูอาหารอย่างจริงจัง ซึ่งก็ได้ผล เมื่อน้ำหนักตัวค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก จากนั้นออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อด้วยการเข้าฟิตเนสทุกวัน ช่วง2 ทุ่ม หลักๆ จะวิ่ง หรือว่ายน้ำครึ่งชั่วโมง ต่อด้วยยกเวท 15 นาที ก่อนกลับบ้าน
“วินาทีที่เดินไม่ได้ รู้สึกกังวลว่าจะกลับมาเดินได้ไหม ผมต้องใช้ระยะเวลา 2 เดือนทำกายภาพบำบัดโดยการดึงคอ ดึงหลัง หัดเดิน ทำให้ตระหนักว่าถ้าพื้นฐานสุขภาพกายสุขภาพใจไม่ดี ครอบครัวไม่ดี ก็อย่าไปหวังไปสำเร็จอย่างอื่นเลย”
หลายคนมองว่า เขาประสบความสำเร็จทั้งหน้าที่การงานและชีวิต แต่ในมุมมองของ ดร.ยุทธ ชีวิตคนเหมือนกราฟที่มันขึ้นลงไม่แน่นอน ณ วันนี้เขาอยู่ในจุดที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ให้กับตนเอง ให้บริษัท ให้คนอื่น ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ยังอยากที่สร้างความเปลี่ยนแปลงใน
สเกลที่ใหญ่ขึ้น โดยให้เหตุผลว่า ชีวิตคนเราสั้นมาก ไม่มีใครอยู่ว่า วันหนึ่งคุณเป็นโรคมะเร็งหรือุบัติเหตุได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถสร้างการเปลี่ยนที่ดีให้เกิดขึ้นในวงกว้างได้ ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ยกตัวอย่าง ผลงาน“ออทิสติก แอพพลิเคชั่น” ผลงานที่เขาและพนักงานกลุ่มทรูได้คิดค้นพัฒนาขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์เป็นสื่อการสอนเสริมทักษะการเรียนรู้ และสมรรถภาพแก่เด็กพิเศษโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้รับรางวัลในงาน The 42nd International Exhibition of Inventions, Geneva 2014 งานแสดงสิ่งประดิษฐ์และผลงานนวัตกรรมระดับโลก ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
“วิธีจุดประกายไฟในชีวิตก็คือการออกมาจาก Comfort Zone เพราะการทำอะไรซ้ำๆ แล้วคาดหวังผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงยาก ลองออกไปเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยบ้าง บางที่จะทำให้รู้จักคิดแก้ปัญหา เพราะการเปลี่ยนแปลงคเป็นทั้งวิกฤติและโอกาสเท่ากัน ลองฝึกตัวเองให้คิดแก้วิกฤติ จะทำให้คุณได้เจอโอกาสใหม่ๆ ด้วยการลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน อย่างน้อยก็ได้เจอคนใหม่ อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ การเติมความรู้ใหม่มากระตุ้นตลอดเวลา ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ความอยากที่จะทำในสิ่งใหม่ โดยไม่ได้ถูกบังคับ” นวัตกรหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย
ชีวิตที่ลงตัวของสมบูรณ์แบบทั้งหน้าที่การงานและครอบครัว เป็นนิยามความสุขของคนส่วนใหญ่ แต่ความสุขในแบบฉบับของ "ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์" ต้องรวมถึงความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย








