แม่อุ้มบุญวิ่งโร่ร้อง "ปวีณา" เกรงได้รับอันตราย หลังเลิกสัญญาเอเย่นต์ แล้วถูกล่าตัวบังคับให้ไปทำคลอดที่ตปท.
นางปวีณา หงสกุล ประธาน มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แถลงข่าวมีคู่สามีภรรยาขอให้ช่วยเหลือภรรยาให้ได้อยู่ในที่ปลอดภัย เนื่องจากถูกเอเย่นต์ จ้างอุ้มบุญชาวต่างชาติตามล่าตัว และบังคับให้ไปทำคลอดที่ต่างประเทศ โดยจ้างคนออกติดตามตัวภรรยาไปทุกหนทุกแห่ง จึงได้เข้ามาร้องที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
นายแก้ว (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี กล่าวว่า ตนและน.ส.ออน (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี ภรรยาอาศัยอยู่กินกันมา 13 ปี ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน เป็นชาย ปัจจุบันอายุ 11 ปี ต่อมาเมื่อกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ทราบว่าภรรยาได้ตั้งครรภ์ จนอายุครรภ์ได้ 5 เดือน เห็นผิดสังเกตและสงสัยว่า เวลาที่ภรรยาไปพบหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มักจะมีฝรั่งมาคอยดูแล เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงได้สอบถามจากภรรยา จนทราบว่า ภรรยารับจ้างอุ้มบุญ หลังจากนั้นก็มีข่าวครึกโครม เกี่ยวกับหญิงไทยที่รับจ้างอุ้มบุญกับชาวญี่ปุ่น ถึงรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้อง จึงได้ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
ขณะที่นายหน้าชายชาวต่างชาติ หน้าตาเป็นฝรั่งและผู้หญิงไทย มาติดตามตัวภรรยาของตนที่ห้องเช่าใน กทม. เพื่อจะพาภรรยาตนไปทำคลอดที่ต่างประเทศ จึงเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงได้ให้ภรรยาไปอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัดกับญาติ ภายหลังตนทราบข่าวว่า มีเอเย่นต์ ไปติดตามหาตัวภรรยา ที่ห้องเช่าที่ตนพักอยู่ และที่ต่างจังหวัด ตนจึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งภรรยาให้ทราบ และได้ย้ายไปอาศัยอยู่บ้านญาติอีกหลัง แต่ทางเอเย่นต์ก็ยังจ้างคนให้ติดตามภรรยาอีก และยังได้ข่มขู่ตนและภรรยา ว่าหากไม่ออกมาพบจะมีความผิดตามกฎหมาย และไม่ว่าจะไปคลอดที่ไหนก็สามารถรู้ได้ และจะตามไปเอาเรื่อง และเอาเด็กด้วย
นายแก้ว กล่าวอีกว่า จนกระทั่งภรรยาไปตรวจครรภ์ที่ รพ.ต่างจังหวัด ขณะตรวจอยู่นั้นได้มีเอเย่นต์ มาติดตามตัวภรรยาอีก จนภรรยาต้องหาทางหลบหนีออกทางด้านหลังรพ.อย่างทุลักทุเล เพราะต้องฝ่าทุ่งหญ้า โคลนตมหลบอยู่เกือบเวลา 2 ชม. เพื่อขึ้นรถโดยสารไปอีกจังหวัดหนึ่งรอให้ตนไปรับ และมีอาการหวาดกลัวมาก ตนเกรงว่าภรรยาจะไม่ปลอดภัยจึงตัดสินใจเข้าขอความช่วยเหลือจากนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ขอให้รับตัว น.ส.ออน ภรรยาเข้าอยู่ในความดูแลเพื่อให้ความปลอดภัย
หลังจากที่ฝากภรรยาอยู่กับนางปวีณาแล้ว ได้กลับมาทำงานและพักที่ห้องเช่าเหมือนเดิม จนกระทั่งเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้มีชาย 3 คน อ้างตัวเป็นนายตำรวจมาหาและอ้างว่า มีผู้ใหญ่ สั่งมา และบังคับให้ตนนำตัวภรรยาไปพบเอเย่นต์โดยด่วน ตนตกใจมากรีบโทรศัพท์มาโทรแจ้งให้นางปวีณาทราบทันที
ส่วนอีกราย น.ส.ออน (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี เล่าว่า เมื่อประมาณเดือน มีนาคม 2557 มีเพื่อนชื่อ น.ส.เอ และ น.ส.ก้อย ที่จะเดินทางไปสมัครรับจ้างอุ้มบุญ จึงได้ขอให้ตนช่วยขับรถพาไป โดย น.ส.ก้อย เป็นคนบอกทาง เมื่อไปถึงสถานที่สมัครรับจ้างอุ้มบุญ แห่งหนึ่งใน กทม. ก็ได้มีเจ้าหน้าที่ ได้ยื่นใบสมัครให้กับ น.ส.เอ กับ น.ส.ก้อย กรอกข้อมูลใบสมัคร
ภายหลัง ได้มีเจ้าหน้าที่ ของบริษัทดังกล่าว ได้ติดต่อมาหาตน และแจ้งว่า น.ส.เอ และ น.ส.ก้อย ตรวจสุขภาพแล้วไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่ จึงได้นัดให้ตนไปเจอ และพาไปพบ น.ส.กิก จากนั้น น.ส.กิก ก็ได้พาตนไปตรวจสุขภาพที่ คลินิก แห่งหนึ่ง ย่านถนนวิทยุ เมื่อแพทย์ตรวจสุขภาพตนแล้ว ก็ได้นัดให้ไปใส่ตัวอ่อน ประมาณวันที่ 6 เมษายน 2557 เมื่อไปถึง ก็ได้พบกับ คนชื่อ หวาน จากนั้น คนชื่อ หวาน ก็ได้พาตนไปพบกับทางบริษัท ตัวแทน ชื่อ นายวิคเตอร์ พร้อมกับให้เซ็นเอกสาร สัญญาว่าจ้าง
โดย คนชื่อหวาน เป็นล่ามให้กับ นายวิคเตอร์ จากนั้นก็ คนชื่อ หวาน ก็ได้พาไปพบกับชาวจีน ชื่อ เจียรลี่ ได้พูดคุยกับตนว่า หลังจากใส่ตัวอ่อนแล้ว ให้ไปพักอาศัยอยู่กับพวกเขา แต่ตนขอไว้ เพราะเป็นห่วงบุตรชายที่กำลังเรียนอยู่ และ คนชื่อหวาน ก็ได้ช่วยพูดให้ จนเขายอม
น.ส.ออน เล่าอีกว่า หลังจากที่ใส่ตัวอ่อนแล้ว ตนได้โอนเงิน ให้กับ เจ้าหน้าที่ บริษัท จำนวน 10,000 บาท ส่วนตนได้ค่าว่าจ้าง จำนวน 350,000 บาท โดยจะแบ่งจ่าย เดือนละ 15,000 บาท เป็นเวลา 8 เดือน ส่วนที่เหลืออีก 230,000 บาท จะจ่ายให้หลังคลอด และขณะที่ ใส่ตัวอ่อนไปแล้วนั้น คนที่ชื่อ หวาน บอกกับตนว่าไม่ต้องกลัวนะ เพราะทางบริษัท ทำถูกต้องทุกอย่าง และยังกำชับห้ามนำข้อมูลของบริษัทไปเปิดเผยให้ใครทราบ เมื่อตนกลับมา เลยคิดหนัก จนกระทั่งมีข่าว อุ้มบุญ จึงรู้ว่าสิ่งที่บริษัททำไปนั้นผิดกฎหมาย จึงได้ติดต่อไปกับทางบริษัท ว่าจ้างให้อุ้มบุญ ขอยกเลิกสัญญาทั้งหมด ส่วนเด็กที่จะคลอดจะเป็นผู้ดูแลเอง
จึงทำให้ทางบริษัท และนายหน้า ไม่พอใจ ติดตามตัวตน เพื่อที่จะนำตัวไปทำคลอดที่ต่างประเทศ ทำให้ตนและสามีใช้ชีวิตได้ไม่ปกติสุข หวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา จึงตัดสินใจเข้าขอความช่วยเหลือกับมูลนิธิปวีณาฯ ดูแล และคุ้มครองความปลอดภัยกับครอบครัวด้วย
จากนั้นนางปวีณา จึงได้รีบประสาน พ.ต.อ.สมบัติ หงษ์ทอง ผกก.สน.โคกคราม ให้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เดินทางไปพบนายแก้ว ที่ห้องเช่าทันทีเนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย และพา นายแก้ว มาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สน.โคกคราม เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าชายทั้ง 3 คนนั้นที่มาตามนายแก้วและภรรยา เป็นนายตำรวจจริง
ทางด้านนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ประสาน พล.ต.อ. เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. และนัดหมายหารือในวันที่ 10 ก.ย.นี้ เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือ ให้ความปลอดภัยกับนายแก้วและภรรยา ที่รับอุ้มบุญนี้ด้วย พร้อมกับดำเนินคดีกับเอเย่นต์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายตำรวจทั้ง 3 นาย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อไป.






