ตร.คุมตัวมือฆ่าเด็ก4ขวบฝากขังศาล ผู้ต้องหาขอโทษที่ทำไปอ้างเมาขาดสติ ด้านพ่อเหยื่อน้ำตาคลอเผยยังทำใจไม่ได้
กรมคุ้มครองสิทธิฯมอบเงินเยียวยาพ่อเหยื่อ1แสน
วันที่ 8 ก.ย.57 เวลา 11.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้เดินทางมามอบเงินเยียวยาแก่ครอบครัวน้องเนม เหยื่อที่ถูกผู้ต้องหาฆ่าบีบคอยัดท่อ จำนวน 1 แสนบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเหยื่ออาชญากรรมตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544
ด้าน นายชาตรี ผู้ต้องหาฆ่าอำพรางศพ ได้ยอมรับว่าตั้งใจจะข่มขืนเด็กและเป็นผู้ลงมือฆ่าจริง โดยได้นำศพยัดไว้ที่ท่อพักน้ำ และไม่รู้ว่าตอนที่นำไปซ่อนอำพรางเด็กยังไม่เสียชีวิต ก่อนหลบหนีไป ซึ่งขณะก่อเหตุคนร้ายได้นั่งกินเหล้าอยู่คนเดียว พบว่าน้องเนมได้เดินเข้ามาหาซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี รู้จักกันมาประมาณ 6-7 เดือน จะเรียกตนว่าพี่ยาม เพราะมาขอเงินซื้อขนมอยู่บ่อยครั้ง
"ที่ทำไปครั้งนี้เพราะผมเมาสุราและเกิดอารมณ์ทางเพศ จึงได้ลงมือข่มขืนแต่ไม่สำเร็จ อีกทั้งเด็กหญิงร้องขอความช่วยเหลือส่งเสียงดัง จึงตัดสินใจบีบคอเด็ก ตอนนี้ผมอยากจะขอโทษพ่อของเด็ก เสียใจที่ทำลงไป " นายชาตรีกล่าว
อย่างไรก็ตามนายชาตรี ยอมรับว่าไม่เคยทำบัตรประชาชนและไม่ทราบว่าพ่อแม่เป็นใคร โดยชื่อและนามสกุลดังกล่าวมีไต๋เรือเป็นคนตั้งให้ เพราะเคยไปใช้ชีวิตอยู่กับเรือประมงที่ จ.ภูเก็ต ทราบเพียงว่าบริเวณแขนข้างขวาเขียนเป็นภาษาพม่าว่า พ่อแม่เสียชีวิต ส่วนข้างซ้ายเขียนไว้ว่า คนสติไม่ดี หลังจากทำงานบนเรือประมง ต่อมาได้ย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯได้ประมาณ 1 ปี มาขอสมัครเป็นรปภ.ชั่วคราว โดยไม่ได้ยื่นเอกสาร
ด้านพล.ต.ต.รัษฎากร เปิดเผยว่าคดีนี้เป็นคดีที่อุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญกับสังคม เรื่องนี้เด็กหายวันที่ 3 ที่ผ่านมา ตำรวจได้ติดตาม 3 วันก็ไม่พบ จนวันที่ 3 ได้ไปขอดูกล้องวงจรปิดที่พีเอ็นอพาร์ทเม้นท์ พบว่าผู้เสียหายรายนี้เป็นผู้ต้องสงสัยในครั้งแรกได้ตรวจสอบกล้องและพยานแวดล้อมพบว่าเป็นผู้พาเด็กเข้าไปในเก็บของที่อพาร์ตเม้นท์ ผู้ต้องหารายนี้ชื่อนายชาตรี สีดี ยังไม่ทราบว่าเป็นใครเพราะไม่มีบัตรประชาชน ตรวจสอบทางทะเบียนราษฎร์พบว่า ชื่อนี้มี 3-4 คน แต่หน้าตาไม่ใช่คนนี้เลย ผู้ต้องหาได้พาเด็กไปในห้องเก็บของ จากภาพไม่มีเด็กออกมาอีกเลย มีแต่นายโอมหรือนายชาตรีออกมาเพียงคนเดียว จึงได้ติดตามควบคุมตัวมาสอบสวนและได้รับสารภาพว่าเป็นคนลงมือทำจริง อยากจะฝากให้คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เรื่องการเลี้ยงดูเด็กและเรื่องของรปภ.ในการรับคนเข้ามาทำงานต้องตรวจสอบก่อน
ขณะที่พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า เชื่อว่านายโอมไม่น่าจะเป็นคนสัญชาติไทย เพราะพูดภาษาไทยสำเนียงพม่า จะเพิ่มความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารมาทำงานเป็นรปภ. และจะตรวจสอบว่าอาชีพนี้สงวนไว้สำหรับคนไทยหรือไม่ เช่นอาชีพช่างตัดผม ทำนา เครื่องถม เพราะเป็นอาชีพเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม และจะตรวจสอบบริษัทรักษาความปลอดภัยที่รับนายโอมเข้าทำงาน ว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายหรือไม่ หากมีความผิดก็จะดำเนินคดีกับบริษัทด้วย
นายวิโรจน์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหลังรับมอบเงินเยียวยาว่า ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับคนร้ายที่กระทำกับลูกสาวตนได้ ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยซักถาม ใจหนึ่งก็อยากจะคุยจะถามว่าทำไมมาทำกับลูกสาวของตนแบบนี้ อีกใจก็ไม่อยากจะคุยด้วยหน้ายังไม่จะมอง เพราะรู้สึกแค้น และยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาว ตนกับลูกสาวมีความรักและผูกพันกันมาก เพราะแยกทางกับภรรยา ต้องทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน ลูกสาวเป็นคนขี้อ้อน ปกติเวลาทำงานซึ่งตนขับรถสองแถวก็จะพาลูกไปด้วย ถ้าอากาศดีๆฟ้าฝนไม่ตก ถ้าไปทำงานก็จะให้อยู่กับปู่กับย่า
“ตอนนี้ทั้งแค้นทั้งสะเทือนใจกับสิ่งที่ลูกของผมพบเจอ ทำไมคนมันโหดเหี้ยมกันถึงขนาดนี้ ผลชันสูตรที่หมอออกมาบอกผมรับรู้ได้เลยว่าลูกต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน หลังพบศพจนถึงเมื่อคืนนี้ผมยังรู้สึกว่าลูกสาวมาวนเวียนอยู่ข้างๆ สัมผัสได้ถึงกลิ่นศพโชยมาอย่างชัดเจน ผมมั่นใจว่าเป็นลูกสาวผมมาหา ผมจะเรียกให้ลูกสาวเข้ามาใกล้ๆ มาอยู่กับผม มากอดรับไออุ่นกับผม เพราะตอนมีชีวิตอยู่ลูกชอบกอดผม และผมก็ขอโทษลูกสาวที่ดูแลได้ไม่ดีพอ ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้มาเกิดเป็นพ่อลูกกันอีก พร้อมกับบอกลูกซึ่งยังคงเหลือแต่ดวงวิญญาณว่า รักลูกมาก ลูกจะอยู่ในใจพ่อตลอดไป” นายวิโรจน์ กล่าวน้ำตาคลอเบ้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากการแถลงข่าวตำรวจได้นำตัวนายชาตรีไปฝากขังที่ศาลอาญาธนบุรีทันที








