จ่อออกหมายเรียก'พ่ออุ้มบุญชาวญี่ปุ่น'ในฐานะพยาน เผยผลดีเอ็นเอเป็นพ่อเด็ก9คน เรียกหมอเจ้าของคลีนิกพบ22สค.นี้
เมื่อเวลา 12.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนนครบาล 4 และนครบาล5 พร้อมด้วยตัวแทนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนคดีอุ้มบุญ
พล.ต.ท.ก่อเกียรติ กล่าวว่า ที่ประชุมสรุปว่า หากพบผู้ที่กระทำผิดกฎหมายจะดำเนินการร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีทุกข้อหาและทุกเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเด็ก และแม่ที่รับอุ้มบุญ ได้เตรียมออกหมายเรียกนายชิเกตะ มิตซูโตะกิ ชาวญี่ปุ่น อายุ 24 ปี ในฐานะพยานเพราะยังไม่พบความผิด ส่วนนพ.พิสิฐ ตันติวัฒนากุล เจ้าของคลินิกออลไอวีเอฟ ที่เกี่ยวข้องกับการทำอุ้มบุญ ที่ถูกกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพแจ้งความผิด สถานพยาบาลมีกำหนดพบพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ โดยเชื่อว่า จะเข้าพบตามกำหนด สำหรับสำนวนการสอบสวนของสน.ลาดพร้าวได้ส่งให้สน.ลุมพินีดำเนินการต่อ คาดว่าสำนวนการสอบสวนและแล้วเสร็จภายใน 30 วัน
พล.ต.ท.ก่อเกียรติ กล่าวอีกว่า ผลการตรวจพิสูจน์ตัวอย่างดีเอ็นเอของนายชิเกตะ มิตซึโตะกิ กับเด็กทารก 9 คน ที่เกิดจากแม่อุ้มบุญ เบื้องต้นพบว่าเป็นดีเอ็นเอที่ตรงกันยืนยันเบื้องต้นได้ว่านายชิเตกะเป็นพ่อเด็กทั้ง9 คน ซึ่งสามารถเชื่อถือและยอมรับได้ ส่วนที่นายชิเกตะจะมาตรวจด้วยตัวเองหรือไม่ได้เป็นสาระสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญคือ มีการนำเด็กทั้งหมดไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ จากการตรวจสอบเด็กที่เดินทางออกนอกประเทศไปก่อนนี้ไม่พบว่าเอาเด็กไปในทางเสียหายหรือทำไม่ดี ยังไม่เข้าข่ายค้ามนุษย์
พล.ต.ท.ก่อเกียรติ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ทางกองการต่างประเทศได้ประสานประเทศที่เกี่ยวข้องในคดีนี้เพื่อขอข้อมูลซึ่งแต่ละประเทศได้ตอบรับในหลักการแล้ว อย่างไรก็ตามจากการตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องยังไม่พบการปลอมแปลงแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนี้ หากนายชิเกตะต้องการนำเด็กอุ้มบุญออกไปยังต่างประเทศ จะต้องได้รับความยินยอมจากมารดาของเด็กหรือร้องต่อศาล ส่วนเด็กทั้งหมดขณะนี้อยู่ในการดูแลของ พม. แล้ว








