วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร้องคสช.'ทบทวน'แจกคูปองทีวีดิจิทัล

นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ร้องคสช.ตั้งทีมยุทธศาสตร์แก้วิกฤตทีวีดิจิทัล

นางจำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ยื่นหนังสือเรื่องขอความอนุเคราะห์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. โดยคำร้องระบุว่า ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ช่องรายการโทรทัศน์ที่มีความคมชัดสูง (เอชดี) ได้รับผลกระทบจากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดมูลค่าคูปองเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ที่ 690 บาทนั้นต่ำกว่าราคาจริง ทำให้ประชาชนอาจได้รับอุปกรณ์ที่ไม่ได้คุณภาพหรือต้องจ่ายเงินเพิ่ม จึงต้องการให้ปรับเพิ่มเป็น 1,000 บาท

นอกจากนี้ยังให้คสช.พิจารณา คือ 1.ให้โครงการเปลี่ยนผ่านจากโทรทัศน์ระบบอนาล็อกเป็นดิจิทัลเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะกสทช.ควรรับฟังและทำแผนงานร่วมกันสมาพันธ์ฯ และผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล 2.ให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมดำเนินการแผนยุทธศาสตร์ ประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ มีกลยุทธ์ชัดเจนตั้งแต่ปี 2557-2560 3.จัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์แก้ไขวิกฤต โดยมีสมาพันธ์ฯ สมาคมสื่อโฆษณา สมาคมธุรกิจโฆษณา ผู้ประกอบการ กสทช.และผู้แทนคสช. เป็นคณะทำงาน

ขณะที่ 4 ผู้ประกอบการเคเบิล-ทีวีดาวเทียม ซีทีเอช-พีเอสไอ-อินโฟแซท-เอบีทีวี ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อคสช.ทบทวนกรณีการแจกคูปอง และการแจกกล่องรับสัญญาณรมาตรฐาน (SD) เป็นระบบคมชัดสูง (HD) สืบเนื่องจากการที่คสช. เข้าไปตรวจสอบ 4 โครงการใหญ่ของ กสทช. และมีคำสั่งให้ชะลอโครงการทั้ง 4 รวมถึงการจัดสรรคูปอง

นายเชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีทีเอช จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมเกิดขึ้นก่อนการก่อตั้ง กสทช.และต้องฝ่าฟันบนเส้นทางธุรกิจโดยไม่มีการสนับสนุนใดๆ จากภาครัฐ แต่เมื่อเกิดโครงการแห่งชาติ ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านระบบออกอากาศทำให้ต้องปรับตัวอย่างหนัก และลงทุนมหาศาล ดังนั้นการตัดสิทธิ์จึงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม

"ต้นทุนสำคัญคือ ระบบโครงข่ายและกล่องรับสัญญาณ (Set-Top-Box) แม้วันนี้ผู้ประกอบการหลายรายได้พัฒนาตนเองเพื่อรองรับระบบดิจิทัลแล้ว แต่ต้องลงทุนเรื่องกล่องอีก ในขณะที่ฟรีทีวีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจภายหลังกลับได้สิทธิพิเศษตามที่ตนเองต้องการย่อมไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของ กสทช.”

นายวรสิทธิ์ ลีลาบูรณพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเอสไอ โฮลดิ้ง จำกัดกล่าวว่ากฎ Must Carry ของภาครัฐ ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อสร้างหลักประกันว่า ผู้ชมจะต้องเข้าถึงและได้รับชมฟรีทีวีได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับชมผ่านช่องทาง (Platform) ของผู้ให้บริการโครงข่าย หรือผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกแสดงให้เห็นชัดเจนว่า นับจากนี้ ผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มจะต้องถูกบังคับให้แพร่ภาพฟรีทีวี และทีวีสาธารณะ รวม 36 ช่องบนระบบดิจิทัล ขณะที่ทีวีที่แพร่ภาพบนระบบอนาล็อกนั้นมีช่องรายการไม่เกิน 5 - 60 ช่อง ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก จากการเสียค่าเช่าช่องทรานสปอนเดอร์เพิ่มขึ้นอีกด้วย เมื่อมาถึงวันนี้ ภาครัฐมีโครงการจัดสรรคูปองทีวีดิจิทัล แต่กลุ่มธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม กลับไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม จึงต้องการให้ทั้ง คตร.และ กสทช. พิจารณาทบทวนใหม่อีกครั้ง เพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม