หน.คสช. สั่งหน่วยงานแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำให้เป็นรูปธรรม สั่งทำแผนระยะยาวให้เสร็จสิ้นใน1ปี
พ.อ.วินธัย สุวารี คณะทำงานโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผลผลิตทางการเกษตร เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) จัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำในแต่ละฤดูกาลให้เห็นผลสำเร็จภายใน 1 ปี เนื่องจากหัวหน้า คสช.มองว่าที่ผ่านมาการแก้ปัญหาสินค้าเกษตร เป็นการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า ไม่ได้สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง
ทั้งนี้หัวหน้า คสช.ได้ให้แนวทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ที่อยากเห็นการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมใน 1 ปี คือ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเร่งสำรวจพื้นที่ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทานทั่วประเทศ ก่อนนำมาบูรณาการแผนงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เพื่อจัดทำโซนนิ่งทางการเกษตรให้ชัดเจน จากนั้นจึงประกาศให้เกษตรกรรับทราบข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเตรียมตัวและปรับพฤติกรรมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่
พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ในด้านการส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนนั้น หัวหน้าคสช.ได้มอบนโยบายว่า การดำเนินงานต้องสอดคล้องกับความคิดของประชาชน และลักษณะพื้นที่เป็นหลัก และให้พิจารณาส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนนอกเหนือจากพืชหลัก เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร
ส่วนการบริหารจัดการให้เป็นระบบ ก็ดำเนินการอย่างสอดคล้องกันตั้งแต่ ขั้นตอนการผลิต การจัดโซนนิ่ง ต่อเนื่องไปถึงการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจ และเข้าใจในแนวทางการบริหารจัดการของภาครัฐ แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นด้วย
“ตอนนี้พื้นที่บางพื้นที่ยังปลูกพืชไม่เหมาะสม ไม่ได้ปลูกพืชหมุนเวียน ส่งผลถึงคุณภาพของผลผลิต และคุณภาพดิน ขณะเดียวกันผลผลิตหลายชนิดยังมีปัญหาราคาตกต่ำมาโดยตลอด ดังนั้นในระยะยาวจึงต้องรวมรวมข้อมูลของทุกหน่วยงานมาก่อน ซึ่งใน 1 ปีนี้ ต้องให้เห็นผลเป็นรูปธรรมว่าสามารถสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรจริง และตอนนี้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวก็มีแผนอยู่แล้ว ว่าจะต้องทำอย่างไร”พ.อ.วินธัยกล่าว
ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรฯรายงานว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่การเกษตรอยู่ประมาณ 130 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่นาข้าว 70 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวหรือนาดอนประมาณ 24 ล้านไร่ พื้นที่ปลูกอ้อยต้องการเพิ่มอีก 10 ล้านไร่ พื้นที่การปลูกปาล์ม 6 ล้านไร่ อยู่ในเขตป่าถึง 4 ล้านไร่ ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ส่วนพื้นที่ปลูกยางพารา17 ล้านไร่ อยู่ในเขตป่า 4 ล้านไร่ ขณะที่ข้าวโพด5 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขาถึง 1-2 ล้านไร่ ซึ่งจำเป้นต้องมากำหนดโซนนิ่งเพาะปลูกพืชให้เหมาะสม






