วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำงานคือเรียนหนังสือ

“พิธีกร” ภารกิจสุดท้าทายในรอบ 20 ปีในวงการบันเทิงของ อ้น สราวุธ มาตรทอง บนเวทีที่ขึ้นไปยืนพูดคนเดียวต่อหน้าคนนับพัน

เกือบ 20 ปี ในวงการบันเทิงของนักแสดงหนุ่มวัย 38 ปี อ้น สราวุธ มาตรทอง ปีนี้ขอรับบทใหม่เป็น “พิธีกร” งานแรกสุดท้าทาย แม้จะผ่านสมรภูมิบันเทิงมาแทบทุกรูปแบบ ทั้งนักแสดง นักร้อง นักพากย์ จัดรายการวิทยุ ถ่ายภาพ เขียนหนังสือ...

แต่บทบาทของพิธีกรหนุ่มในวันนี้ อ้น บอกว่า เป็นครั้งแรกบนเวทีที่ขึ้นไปยืนพูดคนเดียวต่อหน้าคนนับพัน เป็นการแสดงอีกบทบาทหนึ่งที่เขาบอกว่าเป็นเหมือนการไป “เรียนหนังสือ”

อ้นเล่าให้ “กายใจ” กรุงเทพธุรกิจฟัง ในวันแดดแจ้งยามบ่ายที่อาคาร “ทรู แฟนตาเซีย” วันที่เขาว่างจริงๆ เพราะคิวงานแน่นมาตั้งแต่เริ่มถ่ายรายการ เดอะ วินเนอร์ อีส ไทยแลนด์ (The Winner is Thailand) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กระทั่งรอบตัดสินในวันอาทิตย์ที่ 8 มิ.ย.นี้ ทางช่อง 3 เวลา 17.45-19.15 น.

“เดอะ วินเนอร์ อีส เป็นงานล่าสุด ก่อนหน้านี้คือละคร “ซิกส์ เซนส์” ช่อง 3 ที่กำลังทำอยู่ก็มีละครช่องดิจิทัล อัดเสียงโฆษณาบ้าง พากย์หนังด้วยครับ เรื่องที่เพิ่งลงโรงมี Ice Age กับพากย์เสียงจอห์นนี่ เดป หนังของทิม เบอร์ตัน ส่วนละครทีวีทำทีละเรื่อง ช่วงถ่ายหนังหนัก ๆ คือเรื่องซิกเซนส์กับสาปสาว เล่นละครเฉลี่ยปีละ 2 เรื่อง เต็มที่ 3 เรื่องครับ”

ดังนั้น อย่าบอกเชียวว่าหนุ่มอ้น ห่างหายจากวงการบันเทิง แม้ไม่เห็นหน้าก็ได้ยินเสียง

“ผมทำงานหลายอย่างครับ ชอบงานแสดงเพราะมันครอบคลุมทุกๆ งาน พิธีกรก็ชอบแต่บอกตรงๆ ว่าใช้ทักษะทางการแสดงสูงมากเลย อย่างเดอะ วินเนอร์ เป็นรายการที่ใช้รูปแบบของต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการที่เราไปยืนบนเวทีแล้วต้องสื่อสารกับผู้ชมเยอะๆ ต้องใช้ทักษะทางการแสดงและทักษะส่วนตัวของเราอย่างสูง ยากมาก...”

พิธีกรหน้าใหม่บอกว่า กว่าจะได้งานนี้ไม่ใช่เพราะเป็นอ้น..สราวุธ เดินเข้าไปแล้วจากมาด้วยงานในมืออย่างสวยๆ หากเขาต้องไปออดิชั่น ทดสอบหน้ากล้องราวกับเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ไม่ใช่ดาราหน้าตาดีที่เราคุ้นมานานเกือบ 20 ปี

“ผมคิดว่าเหมือนไปเรียนหนังสือ ไม่ว่าผมจะทำงานอะไรก็ตาม งานนี้ผมก็ต้องไปแคสติ้งเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ได้มาเลย"

ดาราหนุ่มเล่าต่อว่า แม้จะผ่านด่านแรกมาแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะฉลุยอย่างที่คิด ความที่เป็นงานใหญ่ ใหม่ เป็นงานระดับประเทศ มีคนดูเยอะ ทีมงานเยอะ แสงสีเสียงต้องลงตัว

“บอกตรงๆ เลยว่าเครียด นอนไม่หลับ ความเครียดลงกระเพาะ พอเครียดแล้วจะทำยังไงให้ดีที่สุด ผมก็ซื่อสัตย์กับตัวเองนะครับ สรุปว่าเป็นรายการที่ไม่ใช่มาแข่งขันร้องเพลงอย่างเดียว แต่ผู้เข้าแข่งขันมาจากหลายที่ หลายแบบ บ้านไฟไหม้ พ่อแม่เจ็บป่วย เป็นหนี้สิน ไม่เคยอยู่กันแบบครอบครัว ผมมีความรู้สึกว่าการเป็นพิธีกรนี้หมายถึงการให้กำลังใจ ไม่ใช่แค่มายืนพูดๆ แล้วจบ ผมรู้สึกว่าอยากจะให้คนมองเห็นคุณค่าในสิ่งนั้นด้วย”

นอกเหนือจากงานในหน้าที่นักแสดงแล้ว เขายังเป็นอ้นคนเดิม ที่ชอบเดินทางพร้อมกล้องคู่ใจ เก็บเกี่ยวทุกสิ่งบนเส้นทางรอนแรม แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ เขามีพ็อคเก็ตบุ๊ค 2 เล่ม ใครเป็นแฟนคลับติดตามได้ เผื่อจะมีงานเขียนในครั้งต่อๆ ไป

“เวลาว่าง ดูหนังครับ อยู่กับบ้านกับครอบครัวและหมา 1 ตัว ปลูกต้นไม้หัวฟู... ฟังเพลง เดินสนามหลวง เดินสวนจตุจักร ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานอยู่กับบ้าน ดูแลตัวเองพอสมควรแต่ไม่ได้เข้าฟิตเนส ผมกินผักผลไม้เยอะ ชอบเดินทางด้วย การดูหนังของผมคือเรียนหนังสือครับ ดูว่าคนอื่นเขาเล่นอะไรกัน ถ้าเป็นฉันจะทำงี้.. การแสดงที่ดีเป็นอย่างไร เป็นการวิเคราะห์ด้วยและเพื่อบันเทิงด้วย หนังต่างประเทศ หนังไทยก็ดู”

เวลาผ่านไวในวงการแต่หนุ่มอ้นก็ยังเหมือนหนุ่มน้อย มองโลกแง่บวกและใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าในทุกนาที

“ผมดูแลตัวเองพอสมควรครับ แต่ร่างกายวันนี้คงไม่เหมือนอย่างแต่ก่อนครับ แต่ก็ยังรู้สึกว่าสามารถเป็นตัวเองได้ในทุกๆ วัยที่สุดเท่าที่ทำได้ ตอนนี้ทำตัวเองให้สดชื่นและไม่ทำร้ายตัวเองด้วยสิ่งต่าง ๆ ปกติก็ไม่ดื่ม ไปงานมีบ้าง ผมไม่สูบบุหรี่ ช่วงไหนต้องไปพากย์หนังจะดื่มน้ำอุ่น อาหารเสริมมีวิตามินบ้าง เพราะบางทีเรานอนดึก ทำงานเหนื่อย ร่างกายต้องมีเสริมบ้างแต่ผมเน้นพืชผักมากกว่า ชอบกินผักอยู่แล้ว”

หรือเป็นคำตอบว่า ดาราหน้าตาดี สุขภาพแข็งแรง หุ่นยังเฟิร์มมาจากภายในด้วยอาหาร หนุ่มอ้นเล่าว่ามีร้านอาหารที่ชอบที่ไปบ่อยอยู่เหมือนกันเช่น

“ร้านเวียดนามชื่อ ร่มเงาอินโดจีน อยู่ถนนเจริญนคร อีกร้านเป็นอิตาเลียนชื่อ Bravo ถนนสาทร การเป็นดาราให้อยู่ในวงการตลอดไปมีหลายอย่างครับ ข้อแรกคือทำงานคุณภาพ สอง.ต้องรักษาสภาพร่างกายเราให้ดี สาม.ต้องมีมารยาท สำคัญมาก แต่มีอีกปัจจัยหนึ่งเป็นข้อที่สี่ครับซึ่งเราไม่ได้ คือ “ดวง” เราควบคุมปัจจัยนี้ไม่ได้ ได้แค่ “ทำบุญ” ครับ”

ดาราหนุ่มกล่าวอย่างขึงขัง พร้อมเสริมว่า

“ผมโชคดีที่เจอ พี่แอม เป็นผู้จัดการคนแรกที่อยู่กับผมเป็นสิบปี เสียชีวิตไปแล้วครับ เวลาทำบุญจะนึกถึงพี่เขาตลอด พี่เขาสอนว่างานจะเป็นปัญหาเพราะการเป็นดาราไปสร้างปัญหา ดังนั้น จงอย่าเป็นดาราที่สร้างปัญหา อีกคนคือ ครูเล็ก ภัทราวดี ผมโชดคีที่เจอคนดี ๆ เป็นครูที่สอนเราตลอดทางทำให้เราเป็นอ้นขนาดนี้ได้

ในความคิดของผมแล้วการอยู่ในวงการไม่ใช่อยู่ง่ายนะครับ ยากเหมือนกันนะครับ แต่จะทำยังไงให้เราไม่หายไป ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวของเราเองด้วย คือมีความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองในส่วนหนึ่ง ผมว่าเรื่องพวกนี้ขึ้นกับแต่ละคนมองนะครับ ผมไม่เคยมองกระแสเป็นเรื่องต้น ๆ แต่มองว่าวงการนี้เป็นวงการศิลปะ จะทำงานศิลปะของเราให้ดีอย่างไร

ครูเล็ก ภัทราวดี สอนผมว่า การมาเป็นศิลปินไม่ใช่การมาเป็นอาหาร เพราะเมื่อไหร่ที่เราทำตัวเป็นอาหาร เขากินเราหมดเราก็หมด แต่เมื่อใดที่เราทำตัวเป็นเชฟ คือนักสร้างสรรค์และปรุงอาหารใหม่ๆ ให้คนกินเสมอ ผมยึดถือคำนี้มาตลอด ผมพยายามหาอะไรดี ๆ และยึดถือมาตรฐานตัวเอง ซึ่งตั้งไว้สูงพอสมควร และดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่คิดว่าต้องไปออกงานสร้างกระแส คือถ้าผมหยิบคือเลือกแล้วก็อยากจะให้สิ่งดีๆ ให้กับผู้ชมจริงๆ”

ดาราหนุ่มบอกอีกว่าเขายังมีงานใหม่ๆ นอกเหนือจากงานแสดง สนุก และได้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิต

“ปีที่แล้วเริ่มทำเสื้อผ้า ทำเล่นๆ ลองขายดู มาจากรายการท่องเที่ยว Wherever ที่ผมทำอยู่แล้วที่บางครั้งต้องไปขอยืมเสื้อผ้า ผมอยากได้เสื้อผ้าแบบสบายๆ ไม่ต้องแต่งเยอะๆ เสื้อชิ้นกางเกงชิ้น อยู่แล้ว ไม่ต้องมีแอคเซสเซอรีเยอะ ผมไม่ชอบแต่งตัวเยอะ ชอบน้อยๆ ง่ายๆ สบายๆ ก็เลยลองทำเสื้อผ้าของตัวเอง ขายปีที่แล้วในไอจี ชื่อแบรนด์ Globetrotter แปลว่าย่ำโลก แนวเดินทางสบายๆ ยังไม่ได้เปิดเป็นช็อปครับ

อีกงานคือเปิดร้านขนมเล็กๆ อยู่ตรงถนนพระอาทิตย์ชื่อ “นาคร” มีขนมเค้ก อาหารกินเล่น เครื่องดื่ม จริงๆ ผมอยากทำร้านเฟอร์นิเจอร์ อยากทำร้านต้นไม้ อยากทำโรงพยาบาลสัตว์ ร้านนี้เขามีเฟอร์นิเจอร์เก่าอยู่แล้วพอดีเขาขายกิจการ ผมคิดว่ามันเล็กๆ น่ารักดี และอยากทำกิจการเป็นเรื่องเป็นราวเลยลองทำดู ในร้านมีต้นไม้ มีสัตว์สตาฟ มีเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ เราเลยเหมือนได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก”

นี่กระมัง เหตุผลที่ว่า อ้น-สราวุธ ไม่เคยว่าง เป็นนักแสดงที่ยัง “แสดง” อยู่ตลอด บทบาทที่หลากหลายในวงการบันเทิงเสมือนหนังสือเล่มใหญ่ที่เขาต้องเปิดอ่านอยู่เสมอ