ลิขิตฟ้า...ไม่สู้มานะตน

ลิขิตฟ้า...ไม่สู้มานะตน

ความล้มเหลวในชีวิตเกิดจากอะไร หลายคนโทษโชคชะตา แต่สำหรับ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ ที่เติบโตมาพร้อมสิ่งแวดล้อมแย่ที่สุดกลับไม่คิดเช่นนั้น

ท่ามกลางกองขยะส่งกลิ่นเน่าเหม็นและสังคมที่สุ่มเสี่ยงต่อการเสียผู้เสียคน เด็กชายคนหนึ่งเดินตามแม่ของเขาไปเก็บสิ่งที่คนอื่นทิ้งและตีค่าว่ามันคือ 'ขยะ' แต่ขยะในสายตาคนอื่นกลับเปลี่ยนเป็นทุนจุนเจือครอบครัวของเขา แน่นอนว่าขยะที่ใครต่อใครรังเกียจและมองว่าสกปรกไม่เคยทำให้จิตใจของเด็กชายคนนั้นแปดเปื้อนเลยแม้แต่น้อย

วันนี้เด็กชายคนนั้นเติบโตมาเป็นหนุ่มใหญ่ และก้าวขึ้นสู่ช่วงชีวิตที่หลายคนเคารพในฐานะครูอาจารย์ แต่กว่าที่เด็กชายคนนั้นจะเติบโตเป็น ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีหลายเรื่องราวที่น่าจะสร้างแรงบันดาลใจแก่คนอื่นได้

บางทีคำกล่าวที่ว่า "ชะตาฟ้า...ไม่สู้มานะตน" คงเป็นจริง...

ตั้งแต่เด็กๆ มุ่งมั่นจะเป็นอาจารย์เลยหรือเปล่า?

"ไม่เลยครับ คือ ตั้งแต่เด็กๆ เลย มุ่งมั่นแค่เอาตัวรอดให้ได้ แค่ว่าทำอย่างไรให้ชีวิตมันดีขึ้นให้ได้แค่นั้นเอง ที่คิดอยู่ตอนนั้นจะทำอย่างไรจะช่วยแม่หาเงินให้ได้มากกว่าเดิม เพราะเวลาไปเก็บขยะด้วยกันกับแม่ชีวิตมันเหมือนเสี่ยงโชค วันหนึ่งเราไม่รู้ว่าเราจะได้ขยะปริมาณมากน้อยแค่ไหน

และอีกอย่างที่ได้มามันก็ยังขายไม่ได้ เพราะว่ามูลค่ามันน้อยมากต่อชิ้น ต้องเก็บสะสมไว้เป็นปริมาณมากๆ ให้มันมีน้ำหนัก มีราคาก่อนถึงจะนำไปขายได้ รู้สึกว่ารายได้มันไม่คงที่ ไม่แน่นอน ผมไปทำงานกับแม่ ไปทั้งวันหรือวันไหนไปเรียน พอเลิกเรียนก็กลับมาช่วยแม่แยกขยะ

ถ้าวันนี้ตรงนี้เราไปเก็บแล้ว พรุ่งนี้เราก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปเรื่อยๆ บางทีไปก็โชคดีบ้างโชคไม่ดีบ้าง ไปช้าไม่ทันรถเก็บขยะเขาก็เทไปทั้งถัง เราก็ไม่ได้ ฉะนั้นเราก็ต้องไปก่อนรถขยะ แล้วค่อยคัดเลือกทีหลัง

ชีวิตเรามันต้องคลุกคลีกับสิ่งพวกนี้ทุกวัน ก็เลยมีแนวคิดต่อยอดไปว่า เราจะหารายได้ประจำจากที่ไหนได้บ้าง พอดีข้างบ้านมีร้านทำประตูหน้าต่างเหล็กดัด แล้วก็ลองไปหัดทำกับเขา เถ้าแก่เห็นว่าเรามาช่วยก็เลยถามว่าสนใจว่าเป็นเด็กฝึกงานที่นี่ไหม ให้ค่าแรงวันละ 15 บาท เลยลองทำ และตกเย็นมาผมก็กลับมาช่วยแม่แยกกระดาษได้

การที่ได้ไปทำงานเราก็ได้เห็นความแตกต่างระหว่างช่างกับเด็กฝึกงาน ค่าแรงมันต่างกัน แต่เวลาทำงานเราก็เหนื่อยเหมือนกัน เราจะทำอย่างไรจะได้เป็นช่างบ้าง เขาก็บอกคุณต้องไปเรียน

นี่คือแนวคิดในการเรียน เรียนเพื่อเอาตัวรอด เรียนเพื่อจะหาโอกาสทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น มีโอกาสในการทำมาหากินมากขึ้น เรียนน้อยก็เหนื่อยมาก เรียนมากก็เหนื่อยน้อย พอเรียนน้อยเราก็ทำแต่แรงงานอย่างเดียว พอเรียนมากเราก็เริ่มใช้ความคิดมากขึ้น"

ประสบการณ์ตอนเก็บขยะ?

"คือ ปกติรถขยะ ถ้าเป็นช่วงตลาด เขาก็เก็บช่วงตลาดเลิกประมาณสัก 3-4 ทุ่ม เราก็ต้องไปก่อนรถขยะมา ส่วนช่วงเช้าก็จะมีรถขยะออกมาประมาณก่อน 10.00 น. เราก็ต้องออกไปคือ ช่วงเช้า 07.00 น. ต้องออกจากบ้านแล้ว หลังจากนั้นช่วงกลางวันก็จะไปเดินดูตามถังขยะ

บ่อขยะที่บริษัทเขามีตามละแวกนั้น มันจะมีขยะอยู่สองกอง กองแรกจะเป็นขยะเทศบาลที่ชาวบ้านเอามาทิ้งตามข้างถนน ส่วนกองที่สองเป็นขยะของโรงงานที่เขาจะนำมาเท เราก็จะไปรื้อค้น เราไม่สามารถไปรับซื้อได้เพราะทุนไม่มี ต้องอาศัยเก็บอย่างเดียว ทำแบบหาเช้ากินค่ำเลย

พอได้เงินมาแม่จะให้ไปซื้อข้าวครั้งละ 10 บาท คือซื้อข้าวครึ่งกิโล 8 บาท เหลือ 2 บาท ซื้อไข่มาเจียวทอดกินกัน อาหารหลักเลยคือ น้ำพริกผักจิ้ม ผักลวก แต่ส่วนใหญ่เราแยกขยะไม่ค่อยมีเวลาทำกับข้าวก็จะซื้อแกงถุงมากกว่า น้ำปลาก็เรียกได้ว่าเป็นอาหารหลักเช่นกัน"

ครอบครัวมีสมาชิกกี่คน?

"ตอนแรกมีพี่น้อง 5 คน หลังจากที่พ่อแม่แยกทางกันแต่ละคนก็ไปคนละทิศละทาง จนแม่ผมกลับมาแล้วก็ไปตามลูกกลับมาอยู่ได้ 3 คน แต่พี่ชายคนโตค่อนข้างจะเกเร เป็นตัวอย่างให้ผม ทำให้ผมไม่อยากเกเรเหมือนพี่ เพราะว่าแม่พึ่งพาพี่ไม่ได้ เราก็เป็นผู้ชายคนที่สองถัดมา น้องคนที่สามก็เป็นผู้หญิง

ฉะนั้นผมก็เลยต้องเป็นผู้นำครอบครัวแทน เวลาไปเก็บขยะน้องสาวก็ไปด้วย ช่วงกลางวันก็นั่งยู่บนรถเข็น แม่ก็เดินเข็นไป กางร่มไป ถ้าเจอถังขยะก็จะลงไปช่วยแม่เก็บในช่วงเด็กๆ พอโตขึ้นผมก็ช่วยแม่เข็นได้ ทุกวันก็ถึงบ้านประมาณ 17.00 น. แล้วก็มานั่งแยกขยะอีก เพราะราคาแต่ละชิ้นไม่เท่ากัน กว่าจะได้ขายก็ประมาณ 19.00 น."

เริ่มเก็บขยะตอนอายุเท่าไร?

"เริ่มเก็บขยะตอนอายุ 10 ขวบ แต่ 9 ขวบ แม่ผมสอนให้ผมทำกับข้าว เป็นข้าวผัดห่อ ห่อละ 5 บาท เอาไปขายตามรถใน บขส. ทำน้ำแข็งใส่น้ำหวาน น้ำสี ใส่ไม้ก้านตะเกียบ แล้วก็สอด หิ้วมา อีกมือหนึ่งถือเก้าอี้ แล้วก็ทำพวกผลไม้ ข้าวเหนียว

ชีวิตผมไม่มีวัยรุ่นครับ ชีวิตผมเด็กแล้วก็ผู้ใหญ่เลย ผมเริ่มเป็นผู้ใหญ่ตอนอายุ 12 ปี ด้วยซ้ำไป เพราะผมเริ่มทำงานหาเงินตอนปิดเทอม เรียนก็ไม่มีเวลาทบทวนบทเรียน ไม่ได้เรียนพิเศษเหมือนคนอื่น ไม่มีเวลาทำการบ้านเหมือนเขา ตอนม.2 เทอมแรกผมติด ร. ห้าตัวเลย ก็ไม่รู้ว่า ร. คืออะไร ไม่ได้สนใจด้วย

แต่พอม.3 ก็ยังแก้ไม่จบ ก็ไปเดินตามหาอาจารย์แก้ย้อนหลังถึงเข้าใจว่าเรียนยาก ก็เลยไม่เลือกเรียนสายสามัญแล้ว ด้วยความที่อยากเป็นช่างเลยเลือกสอบเข้าปวช. เพื่อที่จะเอาวุฒิวิชาชีพมาสมัครเป็นช่าง พอทำงานเป็นมากขึ้น อาจารย์ก็เลยหางานพิเศษมาให้ทำระหว่างเรียน

ในช่วงวัยรุ่นตอนนั้นเพื่อนใช้ชีวิตแบบสนุกสนาน แต่ผมต้องทำงานหาเงิน เก็บเงินจนจบปวช. ตอนนั้นคิดว่าจะไปทำงานเป็นช่าง อาจารย์บอกว่าทำไมไม่เรียนต่อแล้วทำงานบริษัทได้เงินเดือนเยอะกว่า ตอนนั้นมีทุนเรียนดีและยากจน เราขอทุนด้วยความที่ว่าเราตั้งใจเรียน ทำให้เรามีผลการเรียนดี บวกกับความยากจน ก็มีโอกาสได้ทุน ได้โควตาเรียนต่อ

ตอนมัธยมผมได้โควตาเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบเข้าโรงเรียนมัธยมชายล้วนประจำจังหวัดเลย พูดง่ายๆ คือ โรงเรียนดังมาก ได้เข้าไปในชั้นเรียนที่เก่งมาก ผมไปอยู่ในหมู่คนเก่ง แต่ละคนหัวกะทิทั้งนั้น ผมไม่ใช่หัวกะทิ ผมมาเพราะว่าโชค มาเพราะคนให้โอกาส กลายเป็นว่าผมก็ได้ที่สุดท้ายของห้อง

แต่พอม.2 ผมก็เลือกเรียนสายอาชีพ จากห้องคิงผมก็ไปอยู่ห้องบ๊วยสุดเลย รู้สึกว่าค่อยเอาตัวรอดได้หน่อย พอจบมัธยมผมก็เลือกเรียนสายช่าง วิทยาลัยเทคนิคชุมพร พอจบวิทยาลัยเทคนิคชุมพรก็มีโควตามา ก็จะเป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้ สงขลา พอจบมาอาจารย์ก็บอกว่าเรียนอีก 2-3 ปี ก็เป็นวิศวกรแล้ว

เราก็ได้เห็นโอกาสใหม่อีกว่า เป็นวิศวกรเงินเดือนจะเยอะกว่านะ ก็เลยมาลองสอบที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ก็สอบติด ตอนนั้นคิดว่าปริญญาตรีสุดยอดแล้ว ระหว่างที่เรียนได้หนึ่งเทอมก็เหมือนเดิม ผมพยายามวิ่งหาทุน ตอนนั้นก็ทุนกยศ. ขอทุนกยศ. ก่อน แต่ค่าใช้จ่ายเป็นเดือนมันได้น้อย มันไม่พอ เลยลองหาทุนอื่น มีทุนเรียนดีและยากจนแล้วต้องกลับมาเป็นอาจารย์ชดใช้

ตอนนั้นคิดว่าชดใช้ 6 ปีเอง เอาตรงนี้ก่อน หาโอกาสที่ได้เรียนก่อน ส่วนทุนกยศ. ที่ผมได้รับมาก็ส่งให้น้องเรียน เพราะว่ารวมกันแล้วมันมากเกินไป ทุนของอาจารย์เขาให้ 4,700 บาท มันเพียงพอแล้ว ก็เลยเอาทุนกยศ. ส่งให้แม่ให้น้อง ผ่อนค่าเช่าบ้านด้วย"

ที่คนอื่นมองว่าสิ่งแวดล้อมจะหล่อหลอมให้คนเป็นแบบนั้นก็ไม่จริงเสมอไป?

"จริงแล้วหลอมได้ครับ เพียงแต่ว่าคุณจะคิดได้หรือเปล่า ทุกสิ่งอย่างมันหล่อหลอมได้ บางคนโทษความจนว่าไม่ดี แต่ผมว่าผมโชคดีที่เกิดมาจน ความจนสอนให้ผมลำบาก แล้วความลำบากทำให้ผมรู้จักความอดทน ความลำบากทำให้ผมรู้จักความพยายาม ความลำบากทำให้ผมมีเป้าหมายในชีวิต ความสบายจะทำให้เราไม่รู้จักการต่อสู้ ทุกสิ่งอย่างของสภาพแวดล้อมมันอยู่ที่คนมอง และอยู่ที่ตัวตนของคนมากกว่าครับ"

นิยามความสุข?

"ความสุขของผมเลยคือ การได้...คือชีวิตผมมันเหมือนเกิดใหม่มาหลายครั้งแล้ว เกิดแล้วเกิดอีก ตายทั้งเป็นมาหลายรอบนะครับ แล้วพอถึงจุดหนึ่งความสุขของผมก็คือ เมื่อเราสามารถเอาชนะความลำบากได้ เราสามารถพิชิตอุปสรรคได้

ทุกครั้งเลยเมื่อเราทำได้ เราจะมีความสุข ทุกครั้งที่เราคิด แล้วเราทำ แล้วเราสามารถประสบความสำเร็จได้ มันคือความสุข เพราะฉะนั้นทุกวันที่ผมตื่นขึ้นมา ผมจะคิดว่าผมจะทำอะไร ถ้าทำได้เราก็จะมีความสุข ถ้าเราทำไม่ได้ เรายังมีลมหายใจอยู่

เพราะฉะนั้นถ้าเรามีลมหายใจอยู่ เราก็จะสามารถมีโอกาสที่จะทำได้อยู่ เราก็สามารถค้นหาความสุขกับทุกอย่างในชีวิตได้ แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องทุกข์ แค่เปลี่ยนความคิด ถ้ามันทุกข์เราก็มองให้มันสุขซะ"

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในสังคมที่ผู้คนต่างฉกฉวยช่วงชิง กดคนอื่นเพื่อผงาดขึ้นอยู่เหนือใครต่อใคร ความสุขอาจถูกบิดเบือนเป็นเพียงเรื่องทรัพย์สมบัติ แต่ถ้าไตร่ตรองให้ถ่องแท้แล้ว ความสุขอาจไม่ใช่อื่นใด ความสุขอาจอยู่แค่ที่ใจ อยู่แค่ที่ความคิด หรืออาจอยู่แค่ที่มุมมองเท่านั้นเอง