จับตา'ช้าง-กระทิง'กุยบุรีหวั่นตายเพิ่ม

อุทยานแห่งชาติกุยบุรีสั่งยกระดับดูแลสัตว์ป่า หวั่น "ช้าง-กระทิง" ตายเพิ่ม
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวถึงสาเหตุการตายของช้างป่าเพศผู้อายุ 8 ปีในพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูบริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรีฯ ว่า น่าจะมาจากสารเคมีสีฟ้าที่อยู่ใต้ต้นมะม่วงตรงจุดเกิดเหตุที่พบช้างเสียชีวิต ประมาณ 150-200 เมตร แต่ต้องรอผลพิสูจน์จากห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ โดยสัตวแพทย์ได้เข้ามาผ่าและเก็บชิ้นเนื้อ ตลอดจนเศษอาหารในกระเพาะไปตรวจสอบ ซึ่งพบว่ามีสารเคมีสีฟ้าอยู่ในผลมะม่วง 5 ผลภายในกระเพาะอาหาร รวมทั้งส่งตัวอย่างสารเคมีที่พบในซากช้างไปให้กรมวิชาการเกษตรทำการตรวจวิเคราะห์อีกครั้ง
ด้าน นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี พร้อมด้วยนายสาธิต ปิ่นกุล หัวหน้าโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูบริเวณสภาพป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรีฯ ได้เพิ่มมาตรการเข้มในการดูแลสัตว์ป่า โดยจัดแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 หน่วยงาน เฝ้าติดตามดูพฤติกรรมสัตว์ป่าทั้ง 2 ชนิดทั้งเช้าและเย็น โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการกุญชร ซึ่งเป็นจุดที่พบช้างป่าเสียชีวิต และอาจต้องประสานขอกำลังจากเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติเข้ามาเพิ่มเติม
ขณะที่นางอารีย์ คงมั่น ชาวบ้านรวมไทย บอกว่า ที่ผ่านมาช้างกับคนก็อยู่ร่วมกันได้ไม่มีปัญหาการกระทบกระทั่งกันมานานแล้ว จึงมั่นใจว่าไม่ได้เกิดจากชาวบ้าน
พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์) กล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนกรณีช้างป่าตายว่า พนักงานสอบสวนได้สอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เจ้าหน้าที่โครงการกุญชร และลูกจ้างของโครงการกุญชรที่ไปพบถุงยาบริเวณต้นมะม่วง พร้อมกันนี้ยังได้ประสานไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้เคียงพื้นที่อีก 4 แห่งให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายยาฆ่าแมลงย้อนหลังในรอบ 1 เดือนเพื่อสืบหาเบาะแสของผู้กระทำผิดเพื่อดำเนินคดีต่อไป
ทั้งนี้จากการออกติดตามสัตว์ป่าด้วยการเดินเท้า สายตรวจรถยนต์ และใช้กล้องส่องทางไกลของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตลอดทั้งวันของวานนี้ (15 พ.ค.) พบช้างป่าหลายกลุ่มที่กระจายออกหากิน พร้อมมีลูกช้างติดตามมา และยังพบฝูงกระทิง ในพื้นที่โครงการกุญชรเช่นกัน แต่จากลักษณะที่พบเห็นเจ้าหน้าที่ระบุว่า ไม่พบความผิดปกติทั้งช้างและกระทิงแต่อย่างใดแต่ก็จะลาดตระเวนเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง







