เปิด 16 ปมทำปราบรุกป่าสะดุด แนะปลุกพลังโซเชียลฯสู้
หลังจากที่ "กรุงเทพธุรกิจ" ได้นำเสนอข้อมูลสถิติพื้นที่ป่าไม้ ทั้งในระดับภูมิภาคและจังหวัดที่มีการบุกรุก รวมทั้งความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการบุกรุกและตัดไม้ทำลายป่าในภาพรวมนั้น คงช่วยสะท้อนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับผืนป่าไทยได้ในระดับหนึ่ง
โดยปัญหาที่เกิดขึ้นกับป่าไม้ไทยในระดับรุนแรงที่เห็นได้อย่างชัดเจนมีด้วยกัน 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.การบุกรุกเข้าครอบครองพื้นที่ทั้งโดยถูกกฎหมายและผิดสัมฤทธิผลกฎหมาย และ 2.การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ส่วนมาตรการปราบปรามที่ไม่ค่อยเนื่องจากอัตราโทษตามกฎหมายต่ำทำให้กลุ่มขบวนการไม่เกรงกลัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเต็มที่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการทำผิดกฎหมาย หรือถูกอิทธิพลคุกคาม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม จากรายงานของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สรุปสาเหตุสำคัญที่ทำให้พื้นที่ป่าของไทยลดลงนั้นมีด้วยกัน 4 สาเหตุ คือ 1.การบุกรุกทำลายป่าและครอบครองที่ดินป่าไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย 2.การลักลอบตัดไม้โดยผิดกฎหมาย 3.การเผาป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม และ 4.การขาดจิตสำนึกของข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์และดูแลพื้นที่ป่า มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือให้กลุ่มนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลเข้ายึดถือครอบครองพื้นที่ป่าไม้
เผย16ปัญหาทำปราบชะงัก
ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานด้านนี้ที่สำคัญๆ มีด้วยกัน 16 ประการ คือ 1.การปราบปรามเป็นมาตรการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากไม่มีมาตรการป้องกันอย่างเป็นระบบ การปราบปรามก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งแผนประทุษกรรมยากขึ้น เพราะมีบทเรียนจากการกระทำผิดในอดีต กลุ่มผู้กระทำผิดจึงหาทางแก้ไขเพื่อให้ยากแก่การตรวจสอบ
2.รัฐไม่มีมาตรการป้องกันการกระทำผิดอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันก็มีผู้หาจุดอ่อนของมาตรการรัฐเพื่อแสวงหาประโยชน์อย่างทุจริต 3.กฎหมายของแต่ละหน่วยงานไม่สอดรับและมีความขัดแย้งกัน ต่างคนต่างปฏิบัติตามแนวทางที่กฎหมายของแต่ละหน่วยงานยึดถือ โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย
แผนที่แต่ละหน่วยไม่ตรงกัน
4.แผนที่ที่หน่วยงานแต่ละหน่วยใช้ยังมีความแตกต่างกัน ทำให้การกำหนดแนวเขตเกิดความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน เช่น บางหน่วยใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 5,000 บางหน่วยใช้มาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 รวมทั้งการถ่ายทอดแนวเขตตามแผ่นที่ท้ายกฎกระทรวงยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก
5.สภาพภูมิประเทศที่เป็นที่เขาหรือภูเขาแต่ไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ถูกปกปิดข้อมูลในเรื่องความลาดชัน จึงเป็นช่องทางในการทุจริตออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ โดยอ้างว่าไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรจึงไม่จำเป็นต้องนำเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาระวังชี้และรับรองแนวเขต และการเขียนหลักฐานว่าที่ดินมีความลาดชันไม่มากก็เพื่อเลี่ยงการตั้งคณะกรรมการตามที่กฎกระทรวงกำหนดให้นำเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินมาร่วมตรวจสอบความลาดชันก่อน
ไม่คำนึงถึงกระบวนการตรวจสอบสิทธิ
6.การตรวจสอบกรณีบุกรุกที่ดินรัฐในระดับจังหวัดที่ผ่านมานั้น หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและคณะกรรมการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) ระดับจังหวัดมีหลายกรณีที่มีความเห็นขัดแย้งกัน เพราะ กบร.จังหวัดใช้การสมานฉันท์เพื่อขจัดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีโดยไม่คำนึงถึงกระบวนการตรวจสอบความเป็นมาของเอกสารสิทธิ์ที่ออกให้
7.ที่ดินที่มีสภาพเป็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์แต่ไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ป่าสงวนแห่งชาติ หรือเขตหวงห้ามอื่นๆ มักจะถูกนำมาออกเอกสารสิทธิ์ตามโครงการเดินสำรวจโดยมิชอบ เนื่องจากไม่มีสภาพการทำประโยชน์ ซึ่งเป็นการตัดไม้ทำลายป่าโดยตรง
8.การบุกรุกทำลายป่าของผู้ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐในการเช่าพื้นที่ป่าไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้ เพราะได้รับการคุ้มครองจากการเช่าดังกล่าว 9.การหาความสัมพันธ์เรื่องผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มนายทุนเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีการป้องกันการตรวจสอบ
10.การเสนอข้อมูลข่าวสารให้ศาลปกครองได้ทราบในลักษณะการเสนอข่าวทั่วไป ซึ่งศาลปกครองใช้ระบบไต่สวนข้อมูลที่นำเสนออาจจะเป็นประโยชน์ต่อศาลปกครองในการพิจารณาได้อย่างแม่นยำ
กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง
11.กระบวนการเพิกถอนสิทธิ์ใช้ระยะเวลานานเกินไป แต่กระบวนการออกเอกสารสิทธิ์มิชอบใช้เวลาสั้นมาก ส่งผลต่อกระบวนการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลขาดพยานหลักฐานสำคัญในเรื่องของความมิชอบในการออกเอกสารสิทธิ์ตามความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
12.การบุกรุกที่สาธารณะที่ไม่ขึ้นทะเบียนที่สาธารณะหรือที่ดินของรัฐ ไม่มีพยานเอกสารยืนยันการกระทำผิด อาศัยเพียงคำให้การของบุคคล ทำให้การพิสูจน์สิทธิ์ไม่มีประสิทธิภาพ 13.การอนุญาตให้สัมปทานบัตรทำเหมืองแร่เมื่อครบอายุแล้วผู้ได้รับประทานบัตรกลับนำเอาที่ดินมาออกเอกสารสิทธิ์โดยอ้างการทำประโยชน์ ซึ่งที่ดินดังกล่าวมักจะเป็นที่ดินของรัฐแต่พยายามสร้างหลักฐานเท็จว่าเป็นที่ส่วนบุคคล
14.ที่ดินรัฐที่เวนคืนจากราษฎรเนื่องจากสร้างเขื่อนถูกนายทุนยึดถือครอบครองโดยไม่กำหนดแนวเขตเป็นหลักฐานแสดงสิทธิ์ในที่ดินของรัฐ 15.กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง และ 16.กฎหมายฟอกเงินซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการตัดช่องทางผลประโยชน์มิชอบและลดทอนอิทธิพลนั้นขาดความจริงจังในการดำเนินการ
ดีเอสไอ-ป่าไม้เปิดแผนที่เขตสงวน
จากปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นทำให้ภาครัฐปรับยุทธศาสตร์การทำงานโดยหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากหลายๆ โครงการของภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ อาทิ กรมป่าไม้กำลังเผยแพร่แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศแนวเขตป่าให้กับเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และชาวบ้านได้ทราบว่าพื้นที่ป่ารอบถิ่นที่อยู่ของพวกเขานั้นมีเหลืออยู่เท่าไร และเขตใดเป็นพื้นที่หวงห้าม
หรือโครงการระบบแม่ข่ายแผนที่ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ "ดีเอสไอแมพ" (DSI MAP) ของสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ ซึ่งเป็นโปรแกรมออนไลน์ด้านแผนที่ซึ่งบรรจุข้อมูลป่าสงวนฯ อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่สงวนหวงห้าม พร้อมทั้งระบบพิกัดทั้งหมดที่ประเทศไทยใช้อยู่ในขณะนี้เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าไปใช้งานได้อย่างเสรี
พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ กล่าวว่า เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมานั้น ส่วนตัวเห็นว่าการที่รัฐตรวจสอบรัฐด้วยกันไม่ได้ผล แม้ว่าจะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ส่วนกลุ่มขบวนการกระทำผิดก็ยังดำรงอยู่ จึงหันมาให้ความสำคัญกับประชาชนโดยการให้ความรู้และเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้พวกเขารู้สิทธิของตนเองเพื่อนำไปปกป้องพื้นที่หรือตรวจสอบภาครัฐ
"กฎหมายที่อยู่นั้นดีอยู่แล้วแต่ผู้ปฏิบัติต่างหากที่ไม่ดี เมื่อควบคุมกันเองไม่ได้ก็ให้ประชาชนและสังคมมาร่วมตรวจสอบแล้วเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ก็จะมีผลกระทบสูงทำให้เกิดกระแสกดดันให้ผู้หน้าที่ต้องทำตามหน้าที่" พ.ต.ท.ประวุธ กล่าว
ทำระบบพื้นที่คุ้มครองหวังผลระยะยาว
ไม่เพียงองค์กรภาครัฐเท่านั้นที่ปรับวิธีการทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่ทำงานด้านนี้ก็เห็นความสำคัญกับการจัดทำระบบพื้นที่คุ้มครองเช่นกัน โดยเมื่อไม่นานมานี้ สถาบันนวัตกรรมอุทยานแห่งชาติ และพื้นที่คุ้มครอง และโครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบจัดการพื้นที่คุ้มครอง (CATSPA) ภายใต้การสนับสนุนของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติและกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกจัดการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อพิจารณาร่างแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนมาร่วมแสดงความเห็น
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า โครงการนี้เป็นงานวิชาการซึ่งจะเห็นผลในระยะยาว โดยใช้พื้นที่อุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นพื้นที่นำร่องซึ่งเป็นการทำระบบเชิงพื้นที่ สาเหตุที่ใช้พื้นที่ดังกล่าวเพราะสามารถปกป้องเรื่องภัยพิบัติ เช่น ไม่ทำให้ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก แต่ที่สำคัญคือความหลากหลายทางชีวภาพยังคงถูกรักษาเอาไว้
ทั้งนี้ประชาชนเห็นความสำคัญควรออกมาแสดงออกว่าไม่ต้องการให้พื้นที่นั้นๆ ถูกทำลาย ซึ่งทำได้หลายช่องทาง เช่น สื่อสังคมออนไลน์ ร่วมรณรงค์ เป็นต้น








