"วิศวะจุฬาฯ"ดันแก้ปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ จี้สร้างจิตสำนึกจากทุกภาคส่วน ฝากอย่าตื่นกระแส ติดตามตรวจสอบเรื่องความปนเปื้อนของพื้นที่
ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ จัดเสวนา ในหัวข้อ "บ่อขยะ..จากภัยร้ายอันดับ 1 สู่วาระแห่งชาติ ด้วยศาสตร์ทางวิศวกรรม" โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเปิดงานว่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีบทบาทต้องให้สติ ให้ข้อมูลแก่สังคมในการไปจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องขยะ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงภาควิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ที่ต้องมาให้ข้อมูล ความรู้ ข้อคิดเห็นเพื่อให้สังคมนำไปปรับปรุงในอนาคต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องบ่อขยะ แต่ยังเป็นเรื่องขยะของเสีย ของอันตรายอีกมากมาย ข้อมูล ความคิดจากคณะวิศวกรรมศาสตร์จะนำไปสู่สติ ปัญญาในการแก้ไข และป้องกันปัญหาที่อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน
ดร.มนัสกร ราชากรกิจ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าขณะนี้ประเทศไทยมีกฎหมายมากมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียอันตรายและของเสียไม่อันตราย แต่ที่ยังเป็นปัญหาอยู่นั้นเนื่องจากยังขาดการสร้างจิตสำนึกของทุกภาคส่วน จิตสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม ซึ่งในส่วนของภาครัฐ มีนโยบายที่ชัดเจน มี 3R's โรงงานต่างๆ พยายามลดของเสียด้วยวิธีต่างๆพยายามนำของเสียให้กับมามีประโยชน์ แต่ยังเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ทำเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตนเอง อีกทั้งต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรื่องการติดตามตรวจสอบเรื่องความปนเปื้อนของพื้นที่ ยังอยู่ในวัยทารกไม่มีการดำเนินการ ดังนั้น ต้องมีการส่งเสริมและทำอย่างจริงจัง ต้องมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญลงพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง ประชาชนต้องทราบข้อมูลเบื้องต้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสารเคมี มลพิษ เพื่อจะได้รู้ค่าความเสี่ยง ค่าที่ร่างกายรับได้ เช่น การเผาไหม้ของสารเคมีครั้งนี้อาจทำให้เกิดสารไดออกซิน ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ตกค้างยาวนานอาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นข้อมูลการตรวจสอบสารนี้อย่างชัดเจน เป็นต้น รวมถึงประชาชนอย่าตื่นกระแส อย่าเป็นไฟไหม้ฟางสนใจเพียงครั้งเดียว แต่ควรดันเป็นวาระแห่งชาติแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะสิ่งเกิดขึ้นล้วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องระยะยาว
ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ตอนนี้แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่าในกองขยะมีอะไรบ้าง แต่การเผาไหม้ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดก๊าซ และสารเคมีที่เป็นมลพิษทางอากาศได้ เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เกิดหมอกควันส่งผลต่อทัศนวิสัยการของการบิน เกิดภาวะก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น คนที่อยู่ในพื้นที่ ชาวบ้าน หรือต้องเข้าไปในพื้นที่ อย่าง นักดับเพลิง ผู้สื่อข่าว หรือหน่วยงานต่างๆ ล้วนได้รับความเสี่ยงจากการหายใจ กลิ่น หรือทางผิวหนัง ทำให้เกิดผลอย่างเฉียบพลัน หรือเรื้อรังต่อร่างกายได้ และต่อให้ขณะนี้จะมีฝนตกที่คอยชะล้างในอากาศให้มีมลพิษน้อยลง แต่ผู้ที่ต้องเข้าไปในพื้นที่ก็ต้องรู้จักเตรียมพร้อม อย่ามองเพียงว่ามีหน้ากากแล้วป้องกันได้ เพราะเราไม่ทราบได้ว่ามีสารเคมี อันตรายได้บ้าง และการใช้หน้ากากในแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน ระยะเวลาที่สัมผัสต่างกันก็ต้องใช้หน้ากากต่างกัน อย่าง หน้ากากที่ใช้กันอยู่ มีสัญลักษณ์ N R P และตามด้วยตัวเลขนั้นก็ใช้แตกต่างกัน และใช่ว่าตัวเลขเยอะจะป้องกันได้เยอะ เช่น N 100 ในความเป็นจริงๆ กรองได้ 99.97% หรือ0.3 ไมครอน อยากให้คำนึกถึงความเสี่ยงและการป้องกันตนเอง ส่วนการจัดการมลพิษอากาศ ตอนนี้ที่กังวลมาก คือการป้องกัน และการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อประเมินว่าลักษณะของมลพิษเคลื่อนที่ไปที่ไหน เพื่อเตือนประชาชน ให้ระมัดระวังตัวเอง รวมถึง ควรมีการปลูกต้นไม้ ซึ่งไม่ใช่เป็นการกำจัดมลพิษทางอากาศแต่เป็นการช่วยชะลอ เพราะพันธุ์ไม้ดั้งเดิมในท้องถิ่นบางชนิดบ่งบอกสภาพอากาศ เนื่องจากพืชบางอย่างไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
ดร.ศรัณย์ เตชะเสน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าสำหรับแนวทางการป้องกันอันตรายและการจัดการน้ำเสียที่เกิดขึ้น การจะป้องกันการแพร่กระจายน้ำเสียสู่ภายนอกสามารถทำได้โดยอาจล้อมรั้วสูงรอบพื้นที่เพื่อป้องกัน แต่การป้องกันใต้ดินในต่างประเทศมีการขุดร่องดินจนถึงชั้นดินเหนียวหรือชั้นหินเพื่อแพร่กระจายสู่น้ำใต้ดินและแพร่ออกนอกบริเวณควบคุม และควรสูบน้ำเสียในกองขยะไปบำบัดก่อนปล่อยทิ้ง เพื่อต้องการให้ขยะแห้งและสะดวกต่อการขนย้ายหรือกำจัด ซึ่งวิธีเหล่านี้สามารถทำได้ แต่ต้องใช้เวลา เพราะรูปแบบของการบำบัดน้ำ หรือของเสียมีหลายรูปแบบต้องดูว่าวิธีไหนเหมาะสมที่สุด และในแต่ละพื้นที่แต่ละของเสียก็ใช้วิธีบำบัดที่ไม่เหมือนกัน









