'ขยะ'แชมป์มลพิษยอดแย่ปี56

'ขยะ'แชมป์มลพิษยอดแย่ปี56

"ขยะ"แชมป์มลพิษยอดแย่ปี 2556จำนวน 2,024 แห่งเทียบระเบิดเวลา

นับเป็นอีก 1 ปีที่สถานการณ์มลพิษและสิ่งแวด ล้อมของประเทศไทย เข้าขั้นวิกฤติแทบทุกด้าน โดยผลการสำรวจของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)พบว่า "ขยะ"ถูกจัดให้เป็นอันดับแรก ที่ต้องเยียวยาอย่างเร่งด่วน รองลงมาเป็นเรื่องคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมทั้งแม่น้ำสายหลัก และคุณภาพน้ำทะเลเพื่อการท่องเที่ยว

" ขยะมูลฝอย ถือเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในลำดับต้นๆที่มีปัญหาการจัดการมาก โดยปีที่ผ่านมาปริมาณขยะสูงถึง 26.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านตันจากปี 2555 มีการสะสมของขยะ 19.9 ล้านตัน หรือเทียบตึกใบหยก 2 ที่มีระดับความสูง 300 เมตร จำนวน 139 ตึกนำมาต่อเรียงกัน"

วิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกถึงสถานการณ์มลพิษรอบปี 2556 เขายอมรับว่า ปัญหาขยะ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับกรณีบ่อขยะในต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ที่เกิดไฟไหม้ปะทุ จนเกิดมลพิษจากควันไฟกระทบกับชุมชนในรัศมี 1.5-2 กิโลเมตร

" จากการสำรวจผ่านแบบสอบถามไปยังท้องถิ่นทั่วประเทศ และลงพื้นที่ประเมินจากสถานที่กำจัดขยะทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ ที่มีทั้งบ่อฝังกลบ บ่อเทขยะ เตาเผาขยะ จำนวน 2,490 แห่ง มีสถานที่กำจัดขยะอย่างถูกต้องแค่ 466 แห่งเท่านั้น ขณะที่ทั่วประเทศยังเหลือกองขยะอีกกว่า 2,000 แห่งที่รอวันระเบิด หรือเสี่ยงเกิดปัญหาไฟไหม้อย่างกรณีบ่อขยะแพรกษาได้มาก เนื่องจากในจำนวนขยะที่ผลิตขึ้นมีการกำจัดอย่างถูกวิธีเพียง 7.27 ล้านตัน ทั้งนี้ยังพบอีกว่าคนไทยผลิตขยะเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน สูงกว่าปี 2551 ที่มีค่าเฉลี่ย 1.03 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน จึงถือว่าแซงหน้าคนญี่ปุ่นที่ผลิตขยะเพียง 1 กิโลกรัมต่อคนต่อวันไปแล้ว " วิเชียร บอกแนวโน้ม

พร้อมชี้ว่า จากการจัดอันดับจังหวัดสกปรกที่สุดโดยวัดจาก 3 ปัจจัยคือมีปริมาณขยะสะสมตกค้าง กำจัดไม่ถูกต้อง และไม่มีการเก็บขยะ พบว่ามี 20 จังหวัดจาก 77 จังหวัดของไทย โดยสงขลา อันดับแรก มีขยะสะสม 2.4 ล้านตัน เฉลี่ย1.7 กิโลกรัมต่อคน รองลงมา จ.สมุทรปราการ 2 ล้านตัน เฉลี่ย 1.6 กิโลกรัมต่อคน จ.กาญจนบุรี 1.6 ล้านตัน เฉลี่ย 1.9 กิโลกรัมต่อคน จ.นครศรีธรรมราช 1.2 ล้านตัน เฉลี่ย824 กรัมต่อคน จ.เพชรบุรี 1.1 ล้านตัน เฉลี่ย2.5 กิโลกรัมต่อคน จ.สุราษฏร์ธานี 1 ล้านตัน เฉลี่ย 980 กรัมต่อคน จ.ราชบุรี 1 ล้านตัน เฉลี่ย 1.1 กิโลกรัมต่อคน ขอนแก่น 723,699 ตัน ปราจีนบุรี 585,717 ตัน และพระนครศรีอยุธยา 556,680 ตัน นอกจากนี้ยังมีระนอง นครพนม ปัตตานี ฉะเชิงเทรา ร้อยเอ็ด ลพบุรี อ่างทอง บุรีรัมย์ และชุมพร โดยประเด็น วิกฤติขยะนี้เอง คพ.พยายามผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อวางมาตรการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหวังจะสร้างสังคมรีไซเคิล

ขณะที่ปัญหามลพิษอันดับที่ 2 วิเชียร บอกว่า มลพิษทางอากาศนั้น พบ 3 พื้นที่ประสบปัญหาคือ พื้นที่ต.หน้าพระลาน จ.สระบุรี ที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาด 10 ไมครอน ติดอันดับสูงสุดมาตั้งแต่ปี 2547 เนื่องจากเป็นแหล่งประกอบกิจกรรมโรงโม่ เหมืองหิน โรงงานปูนซีเมนต์จำนวนมาก แม้ว่าปัจจุบันจะมีแนวโน้มดีขึ้นจากจำนวนวันที่เกิดปัญหาฝุ่นละออง เกินมาตรฐาน 95 วันในปี 2556 จากปี 2555 ที่มีฝุ่นเกิน 137 วัน รองลงมาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ที่มีปัญหาสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ (วีโอซี) เช่น สารเบนซีน 1,3 บิวทาไดอีน เกินค่ามาตรฐานสูงมากจนต้องควบคุมการระบายสารวีโอซี โดยช่วงกลางปี 2556 ยังพบสารวีโอซีมีแนวโน้มค่าสูงขึ้น

ขณะที่แนวโน้มของพื้นที่กทม.และปริมณฑล ตลอด 10 ปีที่เคยประสบฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน รวมทั้งสารเบนซีน มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจำนวนยานพาหนะที่มีจำนวนมากขึ้นจากนโยบายรถคันแรก โดยเฉพาะการเกิดก๊าซโอโซนนั้น สัมพันธ์กับการใช้แก๊สโซฮอล์ เนื่องจากมีส่วนผสมของสารฟอร์มัลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์ รวมทั้งรถยนต์เก่าที่ขาดการบำรุงรักษาที่ดีจะมีอัตราการปล่ิอยสารทั้งสองตัวสูงกว่ารถยนต์ใหม่

สำหรับสถานการณ์มลพิษทางน้ำ วิเชียร ยอมรับว่า มีแนวโน้มที่แย่ลงทั้งคุณภาพน้ำผิวดิน หรือแม่น้ำสายหลัก 59 สาย จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี มีความเสื่อมโทรมลง จากแหล่งน้ำที่เคยถูกจัดลำดับในเกณฑ์ดี จากร้อยละ 35 ในปี 2552 แต่ปีนี้คุณภาพน้ำในแม่น้ำและแหล่งน้ำสำคัญอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมถึง 23% บริเวณที่เคยมีน้ำคุณภาพดีลดลง และแหล่งน้ำที่ได้มาตรฐานมีเพียงร้อยละ 14 กล่าวคือแม่น้ำ 8 สาย ได้แก่ ลำชี แม่น้ำตรัง แม่น้ำสงคราม หนองหาน แม่น้ำ เวฬุ แควน้อย แม่จาง แม่น้ำตาปีตอนบน แม่น้ำวังและแม่น้ำอิง ส่วนแหล่งน้ำที่อยู่เกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง แม่น้ำท่าจีนทั้งสาย ลำตะคองตอนล่าง พังราดตอนบน แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำระยองทั้งสาย

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ บอกด้วยว่า เช่นเดียวกับสภาพน้ำทะเลอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เพราะบริเวณน้ำทะเลที่เคยมีน้ำคุณภาพดีมาก ขณะนี้ ไม่มีเลย บริเวณน้ำที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีก็เหลือน้อยลงอย่างมาก โดยพื้นที่วิกฤติมากอยู่ในบริเวณ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลอง 12 ธันวา หน้าโรงฟอกย้อม กม. 35 บางขุนเทียน ปากแม่น้ำท่าจีน ปากแม่น้ำแม่กลอง มีสภาพเสื่อมโทรมมาก โดยคุณภาพน้ำทะเลได้รับอิทธิพลโดยตรงจากการระบายน้ำเสียและของเสียจากชุมชน เกษตรกร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และอุตสาหกรรม ซึ่งมาตรการในอนาคตที่จะต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง คือการใช้มาตรา 80 ของพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ2535 ที่กำหนดให้แหล่งกำเนิดมลพิษน้ำเสียต้องรายงานการเปิดปิดระบบบำบัดน้ำเสีย ต่อหน่วยงานท้องถิ่น เพราะตอนนี้พบเพียงร้อยละ 40 ที่จัดการน้ำเสียให้ได้มาตรฐาน อีกทั้งต้องการกลไกด้านการจัดการใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริม เช่น กำหนดโซนนิ่ง หรือการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม มลพิษทางน้ำ เป็นต้น

สำหรับแนวทางในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษในระยะต่อไป คือการเตรียมรับมือล่วงหน้ากับพื้นที่วิกฤติ เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ โดยได้จัดลำดับพื้นที่ภาคเหนือ พื้นที่หมอกควัน 9 จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน ตาก ส่วนภาคตะวันตก เฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ คลองวัดประดู่ ราชบุรี คลองดำเนินสะดวก ภาคใต้ พื้นที่ท่องเที่ยว จ. สุราษฏร์ธานี และป่าพรุ จ. นครศรีธรรมราช ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เหมืองทองคำ จ.เลย เหมืองโปแตช อุดรธานี และภาคตะวันออก พื้นที่ลักลอบทิ้งขยะของเสียอุตสาหกรรม

ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์มลพิษประเทศไทย ที่ยังคงอยู่ในภาวะแย่....