AI Blueprint : สิ่งที่พรรคการเมือง ควรนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้

AI Blueprint : สิ่งที่พรรคการเมือง ควรนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้

เทคโนโลยี AI กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญสุดในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศต่างๆ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจต่อผลกระทบในด้านต่างๆ รวมถึงศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

KEY

POINTS

  • พรรคการเมืองควรนำเสนอ "AI Blueprint" หรือแผนแม่บท AI ของประเทศที่เน้นการนำไปปฏิบัติจริงและบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
  • แผนแม่บทควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้ AI พัฒนาจุดแข็งของประเทศ เช่น เกษตรกรรม การแพทย์ และการท่องเที่ยว ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาทักษะบุคลากร (Reskill/Upskill)
  • ต้องมีแนวทางส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐเพื่อ

เทคโนโลยี AI กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญสุดในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศต่างๆ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจต่อผลกระทบในด้านต่างๆ รวมถึงศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

ขณะที่เรารอผลการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลใหม่ เทคโนโลยีก็ยังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และยากที่จะคาดการณ์ว่า AI ตลอด 4 ปีข้างหน้าของรัฐบาลชุดใหม่จะมีความสามารถมากขึ้นแค่ไหน จะมาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆเปลี่ยนการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยไปมากแค่ไหน

ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่ต้องให้ความสำคัญกับนโยบายด้าน AI เป็นอย่างยิ่ง เหมือนที่รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกมีแผน AI แห่งชาติเพื่อแข่งขันในยุคดิจิทัล โดยมีรายงานว่าทั่วโลกมากกว่า 50 ประเทศมีแผน AI ทั้งนี้ประเทศมหาอำนาจต่างๆ ก็เร่งทำแผนทางด้านนี้ เช่น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนที่ผลักดันการพัฒนา AI ของชาติตั้งแต่ปี 2017 เพื่อทำให้จีนเป็นผู้นำ AI ของโลกภายในปี 2030 ด้วยการลงทุนมหาศาลในการวิจัย การพัฒนาอุตสาหกรรม และการประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่างๆ

ขณะที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เข้ามาบริหารประเทศในสมัยที่สอง ได้ออกคำสั่งบริหารหลายฉบับ เพื่อยกเลิกระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนา AI และส่งเสริมนวัตกรรมผ่านการลงทุนในการวิจัย การฝึกอบรมบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยมุ่งแข่งขันกับจีนและรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโลก

สำหรับประเทศไทยก็มี แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565–2570) ซึ่งเป็นกรอบหลักในการพัฒนา AI เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคส่วนต่างๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข และอุตสาหกรรม

ปัจจุบันแผนดังกล่าวยังคงดำเนินการอยู่ โดยมีคณะกรรมการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเป็นผู้ขับเคลื่อน เช่น การฝึกอบรมบุคลากร การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการกำหนดทิศทางให้ไทยเป็นศูนย์กลาง AI ในภูมิภาค เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาสังคม นอกจากนี้ ยังมีร่างกฎหมาย AI ที่กำลังพัฒนาเพื่อกำกับดูแลการใช้งานอย่างมีจริยธรรม

นอกจากแผน AI แห่งชาติแล้ว เรายังมีนโยบายและแผนต่างๆ ที่เกี่ยวกับดิจิทัลอีกมาก เช่น นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (พ.ศ. 2561-2580) เเผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2570 และแผนแม่บทการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเรามีแผนหรือนโยบายทางด้านนี้ แต่ประเด็นสำคัญคือแผนส่วนใหญ่ไม่ลงสู่ภาคปฏิบัติ และโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ล่าช้า ประกอบกับไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการตามแผนงานอย่างแท้จริง

ดังนั้น พรรคการเมืองต่างๆ ควรที่จะนำเสนอ AI Blueprint ของประเทศ ที่ไม่ใช่โครงการ แต่เป็นการกำหนดเป้าหมายประเทศ ที่ควรครอบคลุมทั้ง “การผลักดันให้เกิดการใช้จริง” และ “การคุมความเสี่ยง” พร้อมสร้างความสามารถระยะยาวของประเทศ ไม่ใช่แค่จัดหางบประมาณหรือซื้อเทคโนโลยีมาใช้ชั่วคราว ซึ่งอาจไม่ใช่แผน AI ใหม่ แต่อาจหมายถึงการปรับปรุงแผนเดิมที่จะทำให้เร็วขึ้น และลงมือปฏิบัติได้จริงในโลกที่ Generative AI กำลังเปลี่ยนเกมเร็วมาก” ทั้งนี้ AIBlueprint อาจครอบคลุมด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านแรกคือเรื่อง “วิสัยทัศน์ชาติและเป้าหมายใหญ่” ประเทศไทยต้องกำหนดให้ชัดว่า AI จะช่วยให้เราเก่งเรื่องอะไร ไม่ใช่ทำทุกอย่าง เราต้องเลือกจุดแข็งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกษตร อุตสาหกรรมสุขภาพ การแพทย์ท่องเที่ยว หรือโลจิสติกส์ เพื่อวางเป้าหมาย 5-10 ปีที่วัดผลได้ชัดเจน เช่น ผลผลิตแรงงานเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ รายได้ภาคเกษตรดีขึ้นเท่าไร หรืออัตราคอร์รัปชันลดลงอย่างไร

ด้านที่สองคือ “โครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์ม AI แห่งชาติ” ผมเห็นว่าเรายังขาดการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และเครือข่ายที่เพียงพอ เพื่อให้ทั้งภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยเข้าถึงทรัพยากรการคำนวณได้

ด้านที่สามเป็นเรื่องที่ผมเขียนบ่อยที่สุดในคอลัมน์นี้ นั่นคือ “ทักษะแรงงานและการลงทุนในคน” เราต้องมีแผนใหญ่ด้าน AI Talent ที่ปรับหลักสูตรการศึกษาให้ครอบคลุมการนำ AI ไปพัฒนาทักษะใหม่ พร้อมทั้งสร้างทุนพัฒนานักวิจัยและวิศวกร AI ระยะยาว ที่สำคัญไม่แพ้กันคือโปรแกรม reskill/upskill ขนาดใหญ่สำหรับแรงงานเดิม ทั้ง SMEs ข้าราชการ และแรงงานบริการ เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งจาก AI Disruption

ด้านที่สี่คือ “การประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐและอุตสาหกรรม” เราต้องเลือกอุตสาหกรรมที่ประเทศมีศักยภาพ แล้วมีแผนการใช้ AI ในแต่ละภาคส่วนอย่างชัดเจน ในภาครัฐ AI สามารถช่วยลดขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน เพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และยกระดับบริการสาธารณะให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ส่วนในภาคอุตสาหกรรม ควรมีโครงการนำร่องที่จับต้องได้ เช่น การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต หรือการนำ AI มาช่วยวินิจฉัยโรคเบื้องต้นในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนแพทย์

ด้านที่ห้าเป็นเรื่อง “กรอบการกำกับดูแล ความเสี่ยง และสิทธิประชาชนต่อระบบ AI” เราควรใช้แนวคิดที่แยก AI ตามระดับความเสี่ยง แล้วกำกับดูแลต่างกัน ไม่ใช่ควบคุมทุกอย่างเท่ากันจนนวัตกรรมเดินหน้าไม่ได้ นอกจากนี้ควรวางกฎระเบียบให้ชัดเจน ครอบคลุมเรื่องความโปร่งใส ความสามารถในการอธิบาย การเคารพความเป็นส่วนตัว การไม่เลือกปฏิบัติ และต้องมีช่องทางอุทธรณ์หากถูก AI ตัดสินผิดพลาด

ด้านที่หก คือ “ระบบนิเวศนวัตกรรมและการลงทุนภาคเอกชน” เราควรมีเขตเศรษฐกิจพิเศษด้าน AI หรือ Sandbox สำหรับทดลองใช้ AI ในภาคการเงิน สาธารณสุข และขนส่ง โดยมีข้อยกเว้นกฎบางอย่างที่ควบคุมได้ นอกจากนี้ยังต้องมีกลไกเงินร่วมลงทุนหรือกองทุน Matching Fund เพื่อดึงเอกชนมาลงทุนใน Deep Tech และ AI Startup ของประเทศ

และด้านสุดท้ายคือ “ความมั่นคง ความปลอดภัย และภูมิรัฐศาสตร์” ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ว่า AI ได้กลายเป็นอาวุธสำคัญในสงครามข้อมูลที่คุกคามความมั่นคงของชาติ เราจึงต้องมีนโยบายป้องกัน Deepfake, Disinformation และ AI Cyberattack รวมถึงลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีต่างประเทศมากเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องมียุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้าน AI ทั้งเรื่องมาตรฐาน วิจัยร่วม และข้อตกลงการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อไม่ให้ประเทศตกขบวนในเวทีโลก

ผมหวังว่า พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียง จะมีกรอบแนวคิดเรื่อง AI เหล่านี้ และนำเสนอนโยบายที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะอนาคตของประเทศไทยในยุค AI ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เราทำในวันนี้

การเลือกตั้งรอบนี้ เราไม่ได้หาคนมาแจกเงินประชานิยม หรือโครงการระยะสั้น แต่เราหาคนที่จะมาวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AIเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในอนาคต