เจาะ '5 เทรนด์' ทรงอิทธิพล กำหนดทิศทางเทคโนโลยี AI ปี 2026

เจาะ '5 เทรนด์' ทรงอิทธิพล กำหนดทิศทางเทคโนโลยี AI ปี 2026

เร้ดแฮท เจาะเทรนด์ "5 พลังพลิกโฉม AI" ในเอเชียแปซิฟิกปี 2026 วันนี้ AI กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความชำนาญเฉพาะด้าน อนาคตของ AI องค์กรในยุคหน้า จะถูกกำหนดโดยโมเดลที่ใช่ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และอยู่บนสถาปัตยกรรมที่ถูกต้อง

KEY

POINTS

  • AI จะเปลี่ยนจากการใช้งานทั่วไปสู่ยุคของการใช้งานจริง
  • เวอร์ชวลไลเซชันจะถูกปรับเปลี่ยนให้สามารถรองรับเวิร์กโหลด AI 
  • สถาปัตยกรรมไฮบริดคลาวด์จะกลายเป็นมาตรฐานหลักสำหรับ AI 
  • กรอบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทาง และกลยุทธ์การนำ AI มาใช้ในองค์กร
  • ทักษะ คอมมิวนิตี้ และความร่วมมือ คือ ตัวเร่งนวัตกรรมที่แท้จริง

ยุคของ AI กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความชำนาญเฉพาะด้าน...

สุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เร้ดแฮท เปิดมุมมองว่า องค์กรต่างต้องการระบบที่ได้รับการปรับแต่งให้เข้ากับบริบทของอุตสาหกรรม ข้อมูล และรูปแบบการดำเนินงานจริงของตนเอง

ขณะเดียวกัน มาพร้อมอิสระในการรันเวิร์กโหลดได้ทุกที่บนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภายในศูนย์ข้อมูลของตนเอง (on-premise), บนคลาวด์ หรือที่ edge

เร้ดแฮท เชื่อว่าการผสานรวมระหว่างความชาญฉลาดที่เฉพาะเจาะจง และความยืดหยุ่นในการเลือกใช้สถาปัตยกรรม คือ เทรนด์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางเทคโนโลยีในปี 2026

องค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านจากการทดสอบเทคโนโลยีเกิดใหม่ต่างๆ สู่การนำมาประยุกต์ใช้เพื่อปฏิรูปองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่วัดผลได้ในระดับโครงสร้าง พร้อมผนวก AI เข้าเป็นแกนหลักของแพลตฟอร์มดิจิทัล

เจาะ '5 เทรนด์' ทรงอิทธิพล กำหนดทิศทางเทคโนโลยี AI ปี 2026

1. AI เข้าสู่ยุคการใช้งานจริง: โมเดลที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้านจะมีบทบาทสำคัญ

หากช่วงปี 2023 ถึง 2025 คือ ยุคแห่งความตื่นเต้นในศักยภาพของ generative AI ปี 2026 ก็จะเป็นปีที่มุ่งเน้นผลลัพธ์จากการใช้งานจริง เราได้ข้ามผ่านขั้นตอนการพิสูจน์ว่า AI มีศักยภาพอะไรบ้างในช่วงสองปีที่ผ่านมา มาสู่การพิสูจน์ให้เห็นคุณค่าของ AI ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านของธุรกิจ

ผลการศึกษาล่าสุดจาก IDC พบว่า 70% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิก คาดการณ์ว่า agentic AI จะเข้ามาพลิกโฉมโมเดลธุรกิจของตนภายใน 18 เดือนข้างหน้า องค์กรธุรกิจเริ่มตระหนักว่าอนาคตของ AI ไม่ใช่การใช้โมเดลเดียวที่ทำได้ครอบจักรวาล

แต่คือ ระบบ AI ที่มีความเฉพาะทาง มีขนาดพอเหมาะกับงาน สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ และออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับอุตสาหกรรม และเวิร์กโฟลว์ต่างๆ ที่แตกต่างกัน

การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับอีกหนึ่งการคาดการณ์ของ IDC ที่ว่า ภายในปี 2027 องค์กร 40% จะหันไปใช้ชิปสั่งทำพิเศษที่มีประสิทธิภาพเฉพาะทาง (custom silicon) เช่น หน่วยประมวลผล ARM หรือชิปเฉพาะทางสำหรับ AI/ML เพื่อตอบสนองการเพิ่มขึ้นของความต้องการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ความคุ้มค่าด้านต้นทุน และการประมวลผลเฉพาะด้าน

2. การปรับตัวของเวอร์ชวลไลเซชัน เพื่อให้สามารถรองรับเวิร์กโหลดยุค AI

AI กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนแนวคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรไปอย่างสิ้นเชิง แนวทางการใช้เวอร์ชวลไลเซชันแบบเดิมที่สร้างมาเพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่คาดการณ์ได้ และมีรูปแบบตายตัว กำลังถูกท้าทายด้วยความต้องการของ AI ที่ทันสมัย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีระยะเวลาตอบสนองของระบบ (latency) ที่ต่ำลง และต้องการความยืดหยุ่นที่มากกว่าเดิมอย่างมหาศาล

ปี 2026 องค์กรจะหันมาใช้กลยุทธ์เวอร์ชวลไลเซชันที่รวมเอาทั้งเวอร์ชวลแมชีน คอนเทนเนอร์ และการประมวลผลเฉพาะทางเข้ามาอยู่ภายใต้โมเดลการทำงานเดียวกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยทีมงานที่ดูแลแพลตฟอร์มสามารถปรับปรุงระบบให้ทันสมัยได้ตามความต้องการของตน

ในขณะที่ยังสามารถรองรับได้ทั้งแอปพลิเคชันเดิม และเวิร์กโหลด AI ใหม่ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะใช้งานแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิม และระบบอัจฉริยะควบคู่กันไปได้ โดยไม่ลดทอนการกำกับดูแลหรือการควบคุม

3. ไฮบริดคลาวด์กำลังกลายเป็นสถาปัตยกรรมมาตรฐานที่สามารถรองรับ AI ที่ทันสมัย

การที่โมเดล AI ต้องพึ่งพาข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบประมวลผลแบบกระจายตัว และทรัพยากรการประมวลผลเฉพาะทางมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้องค์กรจำเป็นต้องใช้สถาปัตยกรรมที่ช่วยให้สามารถรันเวิร์กโหลดได้ใกล้กับแหล่งที่มาของข้อมูลของตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะที่ยังคงความสามารถในการขยายขนาดการทำงาน และความสามารถในการฟื้นฟูระบบได้อย่างแข็งแกร่ง และดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ความต้องการที่ซับซ้อนของ AI จำเป็นต้องใช้ไฮบริดคลาวด์ ในปี 2026 ไฮบริดคลาวด์จะตอกย้ำสถานะการเป็นโมเดลมาตรฐานให้กับระบบอัจฉริยะต่างๆ ขององค์กร

องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มที่ช่วยให้พวกเขายังคงสิทธิในการควบคุมเวิร์กโหลดที่อ่อนไหวไว้ภายในองค์กรของตน (on-premises) ในขณะเดียวกันก็สามารถขยายขีดความสามารถได้อย่างรวดเร็วผ่านพับบลิกคลาวด์ และสามารถส่งต่อความฉลาดของระบบไปใกล้จุดกำเนิดของข้อมูลที่ edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AI จะไม่ได้ถูกจำกัดให้รันอยู่แค่ที่ใดที่หนึ่ง องค์กรที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมให้รองรับการรัน AI ได้จากทุกสภาพแวดล้อมคือ ผู้ที่อยู่ในจุดที่ได้เปรียบที่สุดในการคว้าโอกาส และสร้างมูลค่าจาก AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

4. กรอบการกำกับดูแลพลิกโฉมกลยุทธ์ดิจิทัลทั่วเอเชียแปซิฟิก

เมื่อมีการนำ AI มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การกำกับดูแลกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กรอบการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะมีอิทธิพลต่อรูปแบบการนำAI มาใช้

องค์กรต่างต้องการระบบที่มีความปลอดภัยสูง โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎระเบียบในท้องถิ่น อีกทั้งยังคาดหวังเพิ่มขึ้นว่าแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ตนเลือกใช้จะสามารถรองรับข้อกำหนดเหล่านี้ได้ ทั้งในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์ และมัลติคลาวด์

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังสร้างกรอบการกำกับดูแลที่สร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่นเดียวกับหน่วยงานภาครัฐของไทยเองที่ให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเกิดการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีจริยธรรม เหมาะสม ลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

5. ทักษะ คอมมิวนิตี้ และความร่วมมือ คือ ตัวเร่งนวัตกรรมที่แท้จริง

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นได้หากปราศจากคน ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน cloud-native, AI และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังคงมีมากกว่าจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ปี 2026 ช่องว่างนี้จะยิ่งขยายกว้างขึ้น เว้นแต่ว่าองค์กรจะเริ่มลงทุนในแนวทางที่เน้นทักษะเป็นหลัก (skills-first approach) เพื่อสร้าง ดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพระบบดิจิทัลที่ทันสมัย

อย่างไรก็ดี ชุมชนโอเพ่นซอร์ส หรือ โอเพ่นซอร์สคอมมิวนิตี้ จะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเป็นแหล่งรวมการแบ่งปันความรู้ ความโปร่งใส และเป็นระบบนิเวศระดับโลกที่หยั่งรากอยู่บนการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง

อนาคตของ AI องค์กรในยุคหน้า จะถูกกำหนดโดยโมเดลที่ใช่ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และอยู่บนสถาปัตยกรรมที่ถูกต้อง

การใช้ agentic AI ได้อย่างประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับโมเดลที่ทรงพลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน การกำกับดูแล และทักษะ ที่คอยเป็นฐานสนับสนุนอยู่ด้วย

ปี 2026 ความเป็นระบบเปิด ความยืดหยุ่น และความร่วมมือ จะยังคงเป็นหลักการสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านจากศักยภาพที่เป็นไปได้ ไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง

โอเพ่นซอร์สจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่มอบอิสระ และนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะไม่มีโมเดลเดียวที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกบริบทของธุรกิจ

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์