รมว.เกษตรฯเผยปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยานั้นไม่เพียงพอที่เกษตรกรจะปลูกข้าวนาปรังครั้งที่สองได้
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุพจน์ โตวิจักรชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมประชุมว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากปริมาณน้ำใน 2 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เหลือน้ำที่จะใช้ในแผนใช้น้ำฤดูแล้งเพียง 2 พันกว่าล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น จากปริมาณน้ำใช้การที่เหลืออยู่โดยประมาณ 5 พันล้านลูกบาศก์เมตร โดยน้ำส่วนนี้จะต้องใช้สนับสนุนกิจกรรมทุกอย่าง ทั้งการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศน์ เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม ในระยะเวลาอีก 3 เดือนข้างหน้าหรือจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งต้องบริหารอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง
ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้งนี้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และโครงการต่างๆ ที่จะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ ซึ่งบางโครงการอาจจะมีความจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณที่นอกเหนือจากงบปกติแต่มีความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งนี้ รวมถึงโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรที่ได้ผ่านการประชาคมในแต่ละจังหวัดจำนวน 45 ล้านบาทที่อยู่ในขั้นตอนเสนอสำนักงบประมาณด้วย โดยจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสนอผ่าน กบอ. ก่อนเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์หน้า
นายยุคล กล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันชัดเจนว่าปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยานั้นไม่เพียงพอที่เกษตรกรจะปลูกข้าวนาปรังครั้งที่สองได้อย่างแน่นอน ดังนั้น การที่เสนอเข้าครม.ครั้งนี้ก็เพื่อให้มีการประกาศและมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าหากเกษตรกรมีการปลูกข้าวนาปรังรอบสองหรือตั้งแต่ 1 กพ.57 ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการช่วยเหลือหรือเข้าโครงการจากภาครัฐ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจะประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้งก็ตาม
ด้านนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่สถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งก็พบว่าปริมาณน้ำที่ปล่อยลงมาเพื่อผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่เพียงพอ ทำให้ค่าความเค็มของน้ำยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 0.5 กรัมลิตร จึงได้ดำเนินการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเพื่อไล่น้ำเค็มเพิ่มเติม ซึ่งกรมชลประทานจะต้องเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้กระทบต่อน้ำประปาในพื้นที่นนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร








