"รัฐบาลไหนมาก็ต้องเจอปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ต้องหาทางจะเอาโครงการ 3.5 แสนล้านมาปัดฝุ่น":อภิชาติ อนุกูลอำไพ
ผ่านพ้นจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย ปี 2554 มาเกือบ 2 ปีเต็ม ทว่าโครงการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมที่รัฐบาลขีดเส้นตายให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน โดยเฉพาะโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ได้สะท้อนว่าคนไทยต้องการมีส่วนรวมกับนโยบายลงทุนของภาครัฐ โดยหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนจับตา คือไม่ยอมให้มีการคอร์รัปชัน ที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่ของรัฐเดินหน้าต่อไปอย่างยากลำบาก
ขั้นตอนการประมูลที่กลับหัวกลับหาง ยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามเรื่อยมา ตั้งแต่รัฐบาลโดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย กบอ. เปิดรับกรอบแนวคิดการจัดการน้ำจากบริษัทเอกชน เพื่อจัดทำเป็น TOR คัดเลือกบริษัทผู้รับเหมา ภายใต้เงื่อนไขการก่อสร้างที่ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี โดยกำหนดเพดานราคาสูงสุด หรือ GMP เพื่อตัดปัญหางบบานปลายในภายหลัง
นายอภิชาติ อนุกูลอำไพ ประธานคณะอนุกรรมการวิชาการ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) บอกว่า สาเหตุที่รัฐบาลเลือกเทคนิคออกแบบก่อสร้าง หรือ Design and Build เนื่องจากโครงการบริหารจัดการน้ำต้องการให้ทำเสร็จเร็ว เพื่อให้แก้ปัญหาได้ทัน โดยเป็นเทคนิคใหม่ที่ประเทศไทยไม่คุ้นเคย การหาผู้รับเหมาก่อนไม่ได้แปลว่าจะข้ามขั้นตอน หรือละเลยการทำประชาพิจารณ์ ข้ามขั้นตอนการทำอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ โดยกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจากที่เซ็นสัญญากับบริษัทแล้ว นั่นแปลว่าจะมีการทำประชาพิจารณ์ในพื้นที่ หลังจากที่มีแบบ และทราบรายละเอียดของโครงการที่ชัดเจน
ตามที่ศาลปกครองกลางมีความเห็นให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อนเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืนภายใต้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาทนั้น รัฐบาลโดย กบอ. ได้ดำเนินการตามความเห็นของศาล โดยได้วางเป้าหมายรับฟังความคิดเห็นใน 36 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก 9 โครงการ โดยกระบวนการดังกล่าวคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน
ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้รัฐบาลไม่ได้ไปฟังเพื่อที่จะถามประชาชนว่าเอาหรือไม่เอาด้วย แต่ต้องการให้ข้อมูลกับประชาชนว่า รัฐบาลกำลังจะทำอะไร และถามความเห็นจากประชาชนมีข้อแนะนำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อนำมาปรับในแผนงาน แต่ในรายละเอียดของโครงการทั้งหมด ภายหลังการเซ็นสัญญาบริษัทเอกชนจะทำตามกฎหมายทั้งหมด ทั้งการรับฟังความคิดเห็น ทำอีไอเอ อีเอชไออี ทำประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ตามมา
แต่ภายหลังจากที่รัฐบาลประกาศยุบสภา โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นถึงกับต้องสะดุด รอให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีความชัดเจน เพื่อกลับมาหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับประเทศอีกครั้ง
“รัฐบาลไหนมาก็ต้องเจอปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ต้องหาทางจะเอาโครงการ 3.5 แสนล้านมาปัดฝุ่น หรือเดินหน้าโครงการใหม่ ผมไม่ทราบ รู้แต่เพียงว่าเราอยู่กับน้ำต้องมีแผนที่แก้ไขมัน” นายอภิชาติกล่าว
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่เกิดขึ้นในเวทีการรับฟังความคิดเห็นทั้ง 49 เวที ที่ กบอ. ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ มีหลายพื้นที่ที่ไม่เห็นด้วย โดยเพราะโครงการก่อสร้างทางระบายน้ำ หรือฟลัดเวย์ตะวันตก หรือ Flood Diversion ในความหมายของ กบอ. นายอภิชาติมองว่า ปัญหาเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจ หลายคนมีธงอยู่ในใจและปฏิเสธที่จะรับฟังข้อเท็จจริง แต่ถ้าทุกคนกลับมาคุยกันด้วยเหตุผล ตามหลักวิทยาศาสตร์ ท้ายที่สุดต้องตัดสินบนพื้นที่ข้อเท็จจริง ความถูกต้องตามหลักวิชาการ
นอกจากนี้ สิ่งที่ชาวบ้านเป็นกังวลคือการเวนคืนที่ดิน ซึ่งต้องยอมรับว่าโครงการของรัฐที่ผ่านมาทำตัวอย่างที่ไม่ดี การชดเชยที่ไม่เป็นธรรม ความล่าช้าที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนเกิดความกังวล แต่สำหรับโครงการน้ำ ได้คิดไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยอาศัย พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินสำหรับพื้นที่พัฒนา ปี 2547 ซึ่งจะเปิดโอกาสเจรจากับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืน เพื่อจัดรูปที่ดินเพื่อความเป็นธรรม พื้นที่ที่สูญเสียกับมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน
นายอภิชาติยืนยันว่า การตัดสินทางวิศวกรรมมีทางเลือกเสมอ ต้องตัดสินจากปัจจัยทางเทคนิค ค่าลงทุน และผลประโยชน์ โครงการน้ำจะช่วยคนทั้งประเทศ จะตัดสินเป็นพื้นที่คงไม่ได้ โดยหลักการเขามองว่า โครงการจัดการน้ำที่คิดขึ้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับภาพรวม แต่อย่างไรก็ตาม ต้องอธิบายชี้แจงกับประชาชน ซึ่งถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องเลือกแนวทางอื่น ที่อาจจะใช้เงินลงทุนที่สูงกว่าก็ต้องทำ
ด้านนายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการจากกลุ่มบริษัททีมกรุ๊ป จำกัด มองว่า โครงการนี้ในทางด้านเทคนิควิชาการนั้นมีความเป็นไปได้สูงเพราะมีการศึกษาทบทวนหลายครั้ง แต่เรื่องของการก่อสร้างต้องดูความพร้อมของแต่ละโครงการเป็นหลัก โดยแบ่งออกเป็นความพร้อมทางด้านวิชาการและความพร้อมของชาวบ้านซึ่งแต่ละโครงการมีความพร้อมไม่เท่ากัน
จะเห็นได้ว่าบางโครงการมีการศึกษาโดยละเอียดและมีการออกแบบโครงการจนพร้อมนำมาก่อสร้างได้ทันที อย่างคลังข้อมูลน้ำในโมดูล A6+B4 แต่สำหรับบางโครงการที่ชาวบ้านยังไม่มีความพร้อมซึ่งเห็นได้จากการคัดค้านคลองผันน้ำฝั่งตะวันตก มีการต่อต้านสูงมาก อาจต้องยืดระยะเวลาออกไปเป็น 10 ปี และ 15 ปี จึงจะสำเร็จได้
สำหรับโครงการฟลัดเวย์ นายชวลิต มองว่า หากมองจากสภาพความเป็นจริงคลองระบายน้ำฝั่งตะวันตกอาจไม่จำเป็น โดยหันไปพัฒนาคลองผันน้ำฝั่งตะวันออกที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยสร้างคลองผันน้ำคู่ขนานกับถนนวงแหวนรอบ 3 ที่สามารถผันน้ำได้ถึง 1,100 ลบ.ม. / วินาที
ในขณะที่ กบอ. มั่นใจว่า การลงทุนโครงสร้างในฝั่งตะวันออกทำได้อยากกว่า เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ และปากแม่น้ำมีลักษณะเป็นเนิน ทำให้น้ำไม่สามารถไหลได้ตามธรรมชาติ ประกอบกับช่วงมีน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้การระบายน้ำต้องอาศัยการเครื่องสูบน้ำ ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายในระยะยาว
นั่นเป็นเหตุผลให้ กบอ. ตัดสินใจวางแนวทางฝันน้ำฝั่งตะวันตก โดยผันตามแรงโน้มถ่วงของโลก ความต่างระหว่างระดับของพื้นที่จะช่วยให้การไหลทำได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง ตามหลักชลศาสตร์ และเส้นทางอยู่ห่างจากชุมชน ติดชายเขาตะนาวศรี เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบชลประทานเดิมของแม่น้ำท่าจีน
ขณะที่ นายมณฑล ภาณุโภคิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-วอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับเหมาในโมดูลฟลัดเวย์ บอกว่า สำหรับแนวทางการก่อสร้างทางระบายน้ำที่ เค-วอเตอร์ วางไว้ อาจมีการปรับเปลี่ยนโดยหลีกเลี่ยงเส้นทางที่กระทบกับประชาชน หรือใช้เครื่องมือในการควบคุมระดับน้ำให้มีความเหมาะสม โดยยืนยันว่าทางระบายน้ำจะถูกใช้งานก็ต่อเมื่ออยู่ในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้มองถึงแนวทางอื่นๆ ในการนำน้ำในระบบไปใช้ประโยชน์สูงสุด ทั้งการชลประทาน และการผลิตน้ำประปา
เขาย้ำว่า การบริหารน้ำทำได้ 2 แบบ คือการบริหารด้วยสิ่งปลูกสร้างและบริหารด้วยคน ซึ่งต้องใช้ควบคู่กัน โดยการลงทุนครั้งนี้นับเป็นการลงทุนโครงสร้างที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ดิน และเพิ่มเส้นทางขนส่ง โลจิสติกส์ นอกจากจะป้องกันน้ำท่วมยังช่วยเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้งได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการต่อต้านจากประชาชนที่เกิดขึ้น รัฐบาลอาจต้องพิจารณากระบวนการรับฟังความคิดเห็นใหม่ โดยปรับให้มีความเหมาะสม เช่นประเทศเกาหลีใต้ ที่เลือกใช้วิธีตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด ซึ่งคัดสรรจากตัวแทนจากคนทุกกลุ่มเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยเจรจาผ่านตัวแทนชาวบ้านที่ทุกคนยอมรับ ตัวแทนเอ็นจีโอที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ตัวแทนจากรัฐบาล และตัวแทนจากบริษัทเอกชน เพื่อร่วมกันหารือถึงทางออกเหมาะสม
มณฑลทิ้งท้ายว่า โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เป็นโครงการเร่งด่วนที่ทำให้แล้วเสร็จได้ใน 5 ปี ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การลงทุนเรื่องน้ำในหลายภูมิภาค ทั้งภาคอีสานและภาคใต้ ที่ยังคงต้องการระบบบริหารจัดการน้ำที่เป็นภาพรวมของทั้งประเทศ ไม่ใช่มองแค่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเท่านั้น








