ทนายคลองด่าน แย้มมีคนติดต่อให้ถอนฟ้องฎีกาคดี "วัฒนา" พัวพันฉ้อโกงที่ดินคลองด่าน 15 ล้านบาท ด้านคพ.ลั่นไม่ถอนฎีกา เดินหน้าเต็มที่
ภายหลังจากศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา มีคำพิพากษายกฟ้องนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพวกจากกลุ่มบริษัท "กิจการร่วมค้า NVPSKG" ในความผิดฐานฉ้อโกงที่ดิน และฉ้อ โกงด้วยการ นำที่ดินจำนวน 1,900 ไร่ เพื่อนำมาขายให้กับกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับใช้เป็นที่ตั้งโครงการระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียจังหวัดสมุทรปราการ หรือโครงการคลองด่าน ที่มีมูลค่าโครงการ 23,000 ล้านบาท และครบกำหนดยื่นฎีกาในวันที่ 19 ธ.ค.นี้
นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พร้อมด้วยนายสุประวัติ ใจสมุทร ทนายความเอกชนที่ทำคดีอาญาคลองด่าน นายสุชิน สังขพงศ์ ผู้อำนวยการกองนิติการ คพ. ได้เปิดแถลงข่าวยืนยันว่าทางคพ.ได้ยื่นฎีกาคดีอาญาของนายวัฒนาไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งให้ฝ่ายกฎหมายของคพ.ร่วมตรวจสำเนาฎีกา ที่ทนายสุประวัติ ไปยื่นฎีกาไว้ เห็นว่าเนื้อหามีความสมบูรณ์ครบถ้วนมาก พร้อมทั้งยังได้มีการขอคำรับรองจากผู้พากษาที่ตัดสินคดีนี้ในศาลชั้นต้น เพื่อป้องกันไม่ใหัมีการกล่าวอ้างถึงข้อห้ามในการฎีกา จนเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องคำฎีกา เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่าานมาเคยมีกระแสกดดันให้คพ.และทนายถอนฎีกา เพื่อไม่ให้คดีนี้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในชั้นฎีกา อย่างไรก็ตาม ขอให้ภาคประชาชนและสังคมเชื่อมั่นว่าทางคพ. ได้ทำอย่างเต็มที่จะต่อสู้คดีนี้ให้ชนะ และไม่ใช่แค่การยื่นตามขั้นตอนเท่านั้น
"คพ.ยืนยันว่าไม่มีการถอนฟ้องฎีกาอย่างแน่นอน และจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ไม่มีการสมยอมอย่างที่ภาคประชาชนกังวล เนื่องจากเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีเดิมพันคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ และอยู่ในความสนใจของสาธารณชน ทั้งนี้แม้ว่าจะมีแนวคิดจากนายสุประวัติ ที่เสนอทางออกในอนาคตว่าอาจจะใช้การฎีกา เป็นใบเบิกทางในการเจรจาไกล่เกลี่ยกัน ในขั้นตอนทางคดีอาญาที่ยื่นฎีกาไปแล้ว กับคดีอนุญาโตตุลาการที่ศาลปกครองตัดสินให้คพ.จ่ายค่าเสียหายราว 1 หมื่นล้านบาทก็ตาม เพราะเรื่องนี้เกินอำนาจการตัดสินใจของผม แต่ในชั้นนี้ต้องการยืนยันว่าเราจะไม่ถอนฎีกา และยังไม่เจรจาใดๆเพื่อจะให้มีผลต่อคดีนี้อย่างเด็ดขาด"นายวิชียร ระบุ
ผู้สื่อข่าวถามว่าคพ.ได้เตรียมรับมืออย่างไรหากจะแพ้ หรือชนะคดี นายวิเชียร กล่าวว่า หากชชนะคดีแล้วจะสามารถเรียกเงินค่าเสียหายเพิ่มทั้งในคดีอาญา และคดีอนุญาโตตุลาการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดที่คาดว่าอาจจะมีคำตัดสินในช่วงกลางปี 2557 แต่ในทางกลับกันหาก หากคพ.แพ้จะเสียหายเท่าไหร่ ยอมรับว่าคพ.ยังไม่คิดแพ้คดี ดังนั้นจึงยังไม่ประดมิน เพราะการทำคดีฎีกาที่ยื่นฎีกาไปแล้ว ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ปีถึงจะตัดสิน และเป็นการทำงานคู่ขนานกันอยู่ กับคดีอนุญาโตตุลาการในชั้นศาลปกครองสูงสุด
ด้านนายสุประวัติ ใจสมุทร ทนายความที่ทำคดีคลองด่าน ยอมรับว่าการรับทำคดีคลองด่าน ซึ่งส่วนตัวถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่หน่วยงานรัฐจ้างทนายเอกชนภายนอกให้ทำคดีอาญา จากเดิมที่ต้องเป็นอัยการเป้นผุ้ทำคดี ซึ่งตลอดระยถเวลาที่ผ่านมาการดำเนินการมีความยาก ต้องหาพยานหลักฐาน และพยานบุคคลจำนวนมากมานำสืบทุกถ้อยคำทุกประเด็น แม้ว่าเจ้าหน้าที่บางรายที่เกี่ยวข้องในการทำบัญชีจะย้ายออกไปจากคพ. ไกลถึงจ.สตูล ก็ยังตามจนเจอ ซึ่งสิ่งที่จะบอกคือคดีนี้ในฐานะทนายก็ต้องการทำงานให้รัฐชนะคดีอย่างแน่นอน และการที่ศาลชั้นต้นมีคำพากษาให้กลุ่มบริษัทกิจการร่วมค้า กับพวกรวม 19 รายถูกลงโทษปรับรายละ 6,000 บาท และลงโทษจำคุกบุคคลธรรมดาคนละ 3 ปี แต่ต่อมาในวันที่ 19 พ.ย.นี้ในชั้นศาลอุทธรณ์กลับมีการยกฟ้องคดีดังกล่าว ดังนั้นเราจึงต้องฎีกาคดีให้ถึงที่สุด
"ในวันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีอาญาคลองด่าน ผมไม่ได้ไปฟังด้วยตัวเอง แต่มอบให้ทีมงานไปฟังแทน และหลังจากนั้นได้ประเมินทันทีว่าจะมีอะไรตามมาแน่นอน ซึ่งยอมรับว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์วันละหลายสายทั้งเบอร์มือถือ และโทรศัพท์สำนักงานจากกลุ่มบุคคล ที่ไม่ขอระบุว่าเป็นใคร แต่มีการเสนอสนองให้เงินผมประมาณ 50 เท่าของการสำนวนแต่ละครั้งที่ได้รับราว 300,000 บาท หรือประมาณ 15 ล้านบาทเพื่อแลกกับการถอนฎีกาในคดีนี้ แต่ผมไม่รับข้อเสนอและกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผมต้องทำงานทุกวันเพื่อให้เนื้อหาของสำนวนฎีกาไม่มีจุดอ่อน และครบถ้วนสมบูรณ์มากที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยด้วย พร้อมกันนี้ยังได้ขออนุญาตนำข้อเท็จจริงจากศาลชั้นต้นมาเพื่อใช้ประกอบการฎีกาด้วย และขณะนี้คาดว่าจะใช้เวลาอีก 1-2 สัปดาห์ที่จะได้ข้อมูลนี้ แต่จะไม่มีผลให้เกิดการถอนฎีกา เพราะถือว่าได้ยื่นไปครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว" นายสุประวัติ ระบุ









