ทส.เผยผลตรวจคุณภาพน้ำทะเลอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ชี้เปิดอ่าวพร้าว1พ.ย.นี้
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตัวแทนผู้บริหารจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี แถลงข่าวความคืบหน้าผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทะเลและโลหะหนัก บริเวณอ่าวพร้าว และจุดตรวจวัดรอบอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด
นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า หลังเหตุการณ์ท่อส่งน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออ่าวพร้าว อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จึงได้มีการประกาศปิดอ่าวพร้าว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา โดย นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้หน่วยงานภายใต้สังกัดที่เกี่ยวข้อง คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ติดตามสถานการณ์และดำเนินการเฝ้าระวังผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคณะกรรมการติดตามประเมินสถานการณ์ แก้ไข และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน กรณีท่อส่งน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง
ล่าสุดได้รับรายงานจากการควบคุมมลพิษ ซึ่งดำเนินการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทะเลและค่ามาตรฐานต่างๆ เช่น ปรอท โลหะหนัก สารอินทรีย์ระเหยง่าย(VOCs) โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) และปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน(TPH) ทั้งบริเวณอ่าวพร้าวและพื้นที่รอบเกาะเสม็ด จำนวน 12 หาด พบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย.เป็นต้นมา ค่าน้ำทะเลเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อการนันทนาการ โดยค่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน ต่ำกว่า 1 ไมโครกรัมต่อลิตร และค่าปรอทก็ต่ำกว่า 0.1 ไมโครกรัมต่อลิตร
นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจากผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทะเลและโลหะหนัก ค่อยๆ ลดลงไปตามลำดับนั้น ได้แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศเริ่มฟื้นตัวตามธรรมชาติ บริเวณชายหาดเริ่มพบสัตว์มีชีวิต เช่น หอย และปูลม มากขึ้น ขณะที่ปะการังบริเวณทิศเหนือและทิศใต้ของอ่าวพร้าว ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสำรวจพบว่าบางโคโลนีมีการฟอกขาว เริ่มมีการฟื้นตัวและงอกออกมาใหม่ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเห็นควรเปิดอ่าวพร้าวให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2556 เป็นต้นไป แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของการเฝ้าระวังผลกระทบ ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
หลังจากที่ นายวิเชษฐ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามประเมินสถานการณ์ แก้ไข และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน กรณีท่อส่งน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง พร้อมกับแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นอีก 2 ชุด เพื่อจัดทำแผนงานแก้ไขและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน ซึ่งรวมถึงบริเวณชายฝั่งตั้งแต่บ้านเพไปจนถึงปากน้ำปะแสร์ ตามแนวทางคู่มือการจัดทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของกรมควบคุมมลพิษ พ.ศ.2544 ควบคู่กับการอ้างอิงข้อมูลวิชาการจากทั้ง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดได้มีการนำเสนอแผนงานดังกล่าวต่อ คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน(กปน.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานโดย บริษัท พีทีทีจีซี ต่อไป






