' 100 ปี พระสังฆบิดรในดวงใจ '

' 100 ปี พระสังฆบิดรในดวงใจ '

เรียนรู้การใช้ชีวิตที่เดินตามรอยบาทพระศาสดา ชนิดก้าวต่อก้าวอย่างสงบเย็น กับ พระอาจารย์แครอล กนฺตสีโล ชาวอเมริกัน

เรียนรู้การใช้ชีวิตที่เดินตามรอยบาทพระศาสดา ชนิดก้าวต่อก้าวอย่างสงบเย็น เป็นไปได้ในท่ามกลางสังสารวัฏอันแปรปรวนและไม่แน่นอน กับ พระอาจารย์แครอล กนฺตสีโล ชาวอเมริกัน ผู้ช่วยเลขานุการ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน)

"เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชเป็นอาจารย์ที่ดี ท่านทำอะไรเองทุกอย่าง เป็นตัวอย่างให้คนอื่นดู เราทึ่งว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านได้ชื่อที่เหมาะสมที่สุดคือ 'ญาณสังวร' เพราะไม่ว่าท่านทำอะไร ท่านทำด้วยสติ และความรู้ตลอดเวลา คือ ไม่ใช่ทำแล้วคิด แต่ท่านคิดแล้วทำ เราได้เรียนรู้จากท่านตรงนี้มากทีเดียว"

พระอาจารย์แครอล กนฺตสีโล ชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ช่วยเลขานุการ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก( เจริญ สุวฑฺฒโน) เล่าถึงพระจริยวัตรของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้ฟังในช่วงวันฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระสังฆราช (3 ตุลาคม 2456- 2556) ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เมื่อช่วงวันที่ 1-7 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา

กิจกรรมฉลอง 100 พระชันษาสมเด็จพระสังฆราช ยังมีต่อไปจนถึงสิ้นปี โดยมีการปฏิบัติบูชาคืนเพ็ญ 15 ค่ำ เดือนละครั้งที่สวนปทุมวนารักษ์ ตรงข้ามโรงเรียนวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ อีกทั้งยังขยายการจัดแสดงนิทรรศการ 'พระชันษา 100 ปี สดุดีพระสังฆบิดร' ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จนถึงปลายปีนี้ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งประชาชนสามารถเดินทางมาภาวนาร่วมกันและศึกษาพระจริยวัตรอันงดงามของเจ้าประคุณสมเด็จฯ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเดินทางด้านในของเราตราบจนชีวิตจะหาไม่

ในช่วงเวลาพิเศษ100 ปีมีครั้งเดียวนี้เอง พระแครอล เมตตาให้ 'กายใจ' สัมภาษณ์ถึงปฏิปทาและพระจริยวัตรของเจ้าประคุณสมเด็จฯ เพื่อให้เราได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของพระองค์ท่านที่เดินตามรอยบาทพระศาสดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชนิดก้าวต่อก้าวอย่างสงบเย็นนั้นเป็นไปได้ในท่ามกลางสังสารวัฏอันแปรปรวนและไม่แน่นอนนี้

กายใจ : ทำไมท่านเลือกใช้ชีวิตนักบวชในบวรพระพุทธศาสนา และเดินทางมาไทย

พระแครอล : ภูมิหลังของเรา เกิดที่รัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว พ่อแม่ก็ไม่ได้เป็นพุทธ แต่เราคงมีกุศลเดิมอยู่ เรามีฝัน เคยฝันเห็นพระพุทธปฏิมา ตอนประมาณ 10 ขวบ ฝันทุกคืนเป็นเวลา 7 วัน ในฝันเราประนมมือประทักษิณพระพุทธปฏิมาองค์ใหญ่แล้วก็ตื่น นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ถ้าถามว่าพระพุทธปฏิมาในฝันรู้จักไหม ไม่รู้จัก นับถือไหม นับถือ เพราะอะไรถึงนับถือ ไม่ทราบ บอกไม่ได้ มันคล้ายกับเมล็ดพืชที่ปลูกแล้ว มันค่อยๆ งอกขึ้นมา อาจเป็นกุศลจากอดีตที่พาเรามาถึงจุดตรงนั้น

พอเติบโตขึ้นก็มีความคิดจะไปโรงเรียนของพุทธศาสนาในอเมริกา ซึ่งเป็นโรงเรียนพุทธของชาวจีน แต่เขามีข้อบังว่า เข้าไปเรียนแล้วจะต้องพูดภาษาจีน กับภาษาอังกฤษหรืออเมริกัน ถ้าเป็นญี่ปุ่นก็ให้พูดภาษาญี่ปุ่น เราก็ไม่ได้เรียน จึงไปเรียนไฮสกูลจนจบ ก็คิดที่จะบวชเป็นเณร แต่ตอนนั้นวัดวายังมีไม่มาก เราก็ติดต่อกับวัดไทยที่รัฐโคโลราโด ก็ไม่ได้รับผลสำเร็จ

อีกอย่างหนึ่ง คือวัดไทยในอเมริกา เป็นสถานที่เล็กๆ ไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไร ปฏิบัติอย่างไร เราก็เลยขออนุญาตแม่มาเมืองไทย พ่อแม่ไม่มีปัญหาเรื่องเราบวช แต่แม่อยากให้เราอยู่ใกล้บ้าน อย่างน้อยอยู่ในประเทศจะได้เห็นบ่อยๆ ก็พยายามแล้วไม่สำเร็จ เลยบอกแม่ว่า มันจำเป็นต้องมาเมืองไทย แม่ก็พลอยอาลัยอาวรไปด้วย

ตอนนั้นพระอาจารย์อายุเท่าไหร่คะ

พระแครอล : อายุ 18 ปี เราจบไฮสคูลเร็วครึ่งปีในเดือนธันวาคม พอเดือนมกราคม ปีประมาณ 2521 -2522 ก็บินมาเมืองไทย

กายใจ : ก่อนมาเมืองไทยมีความรักกับใครบ้างไหม

พระแครอล : ไม่มี เพราะผู้หญิงเขาไม่รักเรา ก็ถือว่าเป็นบุญของเรา ไม่ต้องเสียเวลาไปยุ่งอะไรตรงนั้น

กายใจ : มาประเทศไทยยากไหม สมัยนั้น

พระแครอล : มันคนละยุคกับสมัยนี้นะ ตอนนั้นมีแต่โทรเลข เดินทางข้ามทวีป ข้ามโลกก็มีแต่โทรเลข โทรศัพท์มีแต่ไม่แน่นอน มาเมืองไทยจะติดต่อกับใคร ไม่มีคนรู้จัก แล้วประเพณีของไทยก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็มาวัด ต้องมีคนแนะนำ ในสังคมไทย วัฒนธรรมไทยต้องเป็นพ่อแม่ หรือเป็นคนที่พามาหาพระสงฆ์ ที่พระสงฆ์ไว้ใจเชื่อใจ ไม่งั้นเราก็ไม่รู้จักคนที่มาสมัคร หรือมาบวช

เรามาเมืองไทยก็เป็นคนแปลกหน้า ไม่มีใครรู้จัก เพราะเราไม่ทราบประเพณีไทย ไม่ทราบข้อควรปฏิบัติ ก็เลยมาแบบผจญภัย ขึ้นเครื่องบินจากซานฟรานซิสโก ไปฮาวาย จากฮาวายไปญี่ปุ่น จากญี่ปุ่นไปฮ่องกง จากฮ่องกงมาเมืองไทย ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความสม่ำเสมอ

แต่เรามีความตื่นเต้น มีความไม่เหนื่อย จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เหนื่อย เพราะนี่เป็นสิ่งที่เราต้องการด้วยศรัทธา มาครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จในการบวช ไปวัดปากน้ำ แล้วท้ายที่สุดก็ไม่เอา เราพูดภาษาไทยไม่ได้ วัฒนธรรมก็ไม่ทราบ

กายใจ : ทำอย่างไร หลังจากนั้น

พระแครอล : จำเป็นต้องกลับอเมริกาทำงานอีก 6 เดือนแล้วบินกลับมาเมืองไทยใหม่ สมัยนั้นไม่มีเอทีเอ็ม มาเมืองไทยต้องมีเงินสด เพราะเขาไม่รับเงินดอลลาร์สหรัฐ ต้องมีเงินบาท ถ้ามาเมืองไทยไม่มีเงินบาทก็เสร็จเลย จะไปไหนวันเสาร์-อาทิตย์ธนาคารไม่เปิด

วันนั้น เราเพิ่งไปแลกเงินบาท แล้วก็หาสถานที่ที่สงบ นั่งลงกับพื้นนับเงิน ขณะที่นับเงิน เห็นมีคนเดินเข้ามาหา แต่ไม่ได้รีบดูว่าใคร แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า เรามีเงินบาทเยอะ จะไปไหน เราจำได้ว่าคุ้นมากเหลือเกิน ก็เงยหน้าไปมองหน้า ไม่รู้จัก

พอเราเล่าเหตุผลให้ฟังว่าจะไปบวชแล้วครับ เขาก็บอกว่าดีสิ เขาก็เลยนำเราไปฝากกับภรรยาเขา ซึ่งภรรยาเขาต่อมาเราเรียกว่าพี่ใหญ่ เขาก็พาเราไปอยู่ที่บ้านฝั่งธนบุรี พ่อแม่ของพี่ใหญ่ เราก็เรียกว่าเป็นพ่อแม่เราด้วย แล้วเขาก็เป็นอุปัฏฐากเราจนถึงทุกวันนี้ จนพ่อเสียไปแล้ว แม่ยังอยู่ แต่เราก็คุ้นเคยกันจนถึงเดี๋ยวนี้ ซึ่งทางฝ่ายแม่ เป็นญาติกับท่านเจ้าคุณวัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร แล้วเราก็ตั้งใจจะไปบวชวัดเขมาฯ นี้

กายใจ : ได้บวชไหม

พระแครอล : ครั้งที่สองก็ยังไม่ได้บวชสมใจ เพราะได้ข่าวจากบ้านที่อเมริกาว่า คุณยายเป็นโรคมะเร็ง ก็กลับไปดูหน้าคุณยายครั้งสุดท้าย แล้วกลับมาเมืองไทยปี 2523 ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเขมาฯ แต่ก่อนบวช ที่น่าสนใจก็คือพี่ใหญ่เป็นโรคร้ายแรง คือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่บ้านทุกคนเป็นห่วงพยายามหาทุกวิถีทาง ทั้งแผนสมัยใหม่ แผนโบราณ

ตอนนั้นเรายังเป็นคฤหัสถ์อยู่ ก็ตามเขาไปหาคนเข้าทรง เราเองก็ค่อนข้างกลัว มันแปลกๆ คนเข้าทรงก็บอกว่า เราเป็นลูกของพี่ใหญ่ในอดีตชาติ แต่เราก็ไม่แปลกใจในประเด็นนี้ พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วว่า ทุกคน เราเคยเป็นอะไรซึ่งกันและกันมาก่อน อาจจะเป็นเพื่อน อาจเป็นศัตรู แต่เราสะกิดใจตรงที่ว่า พี่ผู้ชายที่มาทักเราตอนนับเงินบาท พูดแล้วเสียงคุ้นมาก ในตอนนั้นก็คงจะมีอะไรผูกพันกัน ในที่สุด การกลับมาเมืองไทยครั้งที่สามก็ได้บวชสามเณร ที่วัดเขมาฯ สมใจ

กายใจ : ทำไมจึงได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ และใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราช

พระแครอล : เป็นเพราะพี่ใหญ่ไม่อยากให้เราเสียเวลาในการศึกษาพระธรรม ตอนอยู่ที่วัดเขมาฯ เราเรียนได้เร็ว แต่มันไม่พอ ต้องการที่จะไปฟังธรรมะแบบลึกซึ้ง ก็ได้ข่าวว่าที่วัดบวรนิเวศฯ มีสมเด็จพระญาณสังวรฯ ท่านพูดได้หลายภาษา สมัยนั้นท่านสอนธรรมะแก่ชาวต่างชาติ

พี่ใหญ่ก็พาเรามาเฝ้าเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ตอนนั้นเพิ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่กี่ปี สมเด็จฯ ท่านดูเราแล้วคงแปลกพระทัยว่า ทำไมอายุน้อยมากขนาดนี้ ข้ามน้ำข้ามทะเลมา ท่านก็ส่งภาษาไทยกับพี่ใหญ่ แล้วก็รับสั่งเป็นภาษาอังกฤษกับเราว่า ถ้าอายุครบบวชเมื่อไหร่ ก็มาบวชกับเราได้

หลังจากที่ไปกราบสมเด็จฯ และได้ขอไปเข้าเรียนธรรมะร่วมกับชาวต่างชาติ ก็ใกล้ชิดกับท่านมากขึ้น แม้เป็นสามเณรก็รับใช้ท่าน แล้วก็บวช รู้สึกจะเป็นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2523

กายใจ : ได้ทำงานถวายเจ้าประคุณสมเด็จฯ อย่างไรบ้าง

พระแครอล : หลายเรื่อง ในตอนต้นเป็นคนใกล้ชิด สมเด็จฯก็เมตตากับเรามาก เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง แล้วก็พาไปอีสาน ให้รู้จักว่านี่คือวัดป่า ก็เรียกว่าได้โอกาสที่หาได้ยาก ที่สำคัญคือ ได้เห็นปฏิปทาของท่านเจ้าคุณสมเด็จฯ มีความอ่อนน้อมถ่อมพระองค์ต่อพระเถระที่มีพรรษามากกว่า นานๆ เข้าก็สนิทสนมกับท่านมากขึ้น ท่านโปรดการฝึกภาษาอังกฤษ ท่านจะอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษให้เราฟัง ซึ่งหาไม่ได้นะ ไม่มี แล้วสมเด็จฯ แปลกตรงที่ว่า ท่านแตกฉาน ไม่น่าจะทราบศัพท์เหล่านี้ ท่านก็ทราบ

ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จฯได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวันที่ 11 เมษายน 2534 เจ้าประคุณสมเด็จฯ แต่งตั้งให้อาตมาเป็นผู้ช่วยเลขานุการอีกรูปหนึ่ง หลังจากนั้น เราก็รับใช้ท่านทุกเรื่อง บางคนเข้าใจผิดคิดว่าเราช่วยเกี่ยวกับต่างชาติอย่างเดียว ก็ช่วยทั้งในประเทศด้วย แล้วแต่ท่านจะรับสั่งว่าอย่างไร

หน้าที่ก็มีหลากหลาย เป็นล่ามเวลามีคนมาเฝ้าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ที่เป็นต่างชาติ อย่างเช่น ตอนที่ราชกุมารแห่งเบลเยี่ยมเสด็จมาประเทศไทย ซึ่งท่านได้เป็นกษัตริย์แล้วตอนนี้ หรืออย่างตอนที่องค์ดาไลลามะมาเยือนเมืองไทย เป็นต้น

กายใจ : ได้ธรรมะอย่างไร ขณะที่ถวายงานเจ้าประคุณสมเด็จฯ

พระแครอล : เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นอาจารย์ที่ดี ท่านทำเองทุกอย่าง ท่านเป็นตัวอย่างให้คนอื่นดู แล้วเราก็น่าทึ่งว่าสมเด็จฯ ท่านได้ชื่อที่เหมาะสมที่สุด คือญาณสังวร เพราะไม่ว่าท่านทำอะไร ท่านทำด้วยสติ และความรู้ตลอดเวลา คือ ไม่ใช่ทำแล้วคิด แต่ท่านคิดแล้วทำ คือเราได้ตรงนี้จากท่าน

ท่านมีความพร้อมเกือบทุกด้าน ถ้าจะบอกว่าทุกด้านก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะไม่มีใครพร้อมทุกด้าน แต่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านปฏิบัติด้วยพระองค์เองแทนทุกอย่าง อย่างบางทีเราตามเสด็จฯ ในที่ต่างๆ ไม่ว่าเป็นงานอะไร ท่านบอกว่าขอให้ดูก่อน อย่าไปนั่งก่อนพระที่มีพรรษามากกว่า อันนี้คือความละเอียดลออของผู้ปฏิบัติ ไม่เหมือนคนสมัยนี้ ฝึกตนน้อยลง เราจึงเห็นคนหยาบมากขึ้น ท่านเป็นครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งที่มีความละเอียดที่มองเห็นได้

ปฏิปทาของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านนับถือพระ ท่านมีที่สวดมนต์ในตำหนัก ในห้องบรรทม ในห้องใหญ่ และที่หน้ามุก มีที่บนห้องใต้ดาดฟ้า มีบทสวดมนต์ไม่เหมือนกันในแต่ละวัน วันนี้สวดบทนี้แล้วก็ทวนปาติโมกข์กัน อย่างวันนี้เป็นเรื่องปาราชิก พรุ่งนี้เป็นสังฆาทิเสส ก็ทวนไปเรื่อย แล้วก็ได้ใช้จริง เวลาพระสวดปาติโมกข์ผิด ท่านก็บอกว่า เดี๋ยวๆ ไม่ใช่ ว่าใหม่ ท่านมีสติในทุกเรื่อง

กายใจ : พระอาจารย์มีการขัดเกลาและเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างไร

พระแครอล : อันนี้ตอบยาก แต่พอเรารู้จุดด้อยของเรา อย่างเช่นว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านคิดก่อนทำ บางทีเราทำก่อน เรารู้ตรงนี้ ก็สามารถปรับตัวเองได้ ท่านทรงมีพระเมตตามาก มีคราวหนึ่ง มีคนเป็นโปลิโอมา แล้วใส่ที่ดัดขาติดกับรองเท้าแล้วถอดไม่ได้ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านก็บอกว่าไม่ต้องถอดรองเท้าเข้ามาได้เลย

กายใจ : ปีนี้พระชันษา 100 ปี สมเด็จพระสังฆราช ท่านถวายงานอย่างไรบ้าง

พระแครอล : ก็ยังอยู่ช่วยงานที่วัดนี่แหละ