รมว.พลังงาน รับต้องเร่งหาปริมาณสำรองปิโตรเลียมเพิ่ม เหตุปริมาณในอ่าวไทยเหลือใช้อีก 4 ปีเท่านั้น
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความจำเป็นต้องเปิดให้มีการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม เพื่อหาแหล่งพลังงานสำรองใหม่ๆ พัฒนาเทคโนโลยีเชื้อเพลิงชนิดอื่นมาทดแทน และสร้างความตระหนักกับทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้พลังงานสามารถมีใช้ได้นานยิ่งขึ้น เนื่องจากปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์ได้ (Proved Reserve) ใช้ได้อีกเพียง 4 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นจะต้องนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดเพื่อมาใช้ในประเทศ
"ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาแหล่งพลังงานปิโตรเลียมเพื่อหาสำรองใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อเป็นการขยายอายุสัมปทาน เพราะปัจจุบันหลายบริษัทที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมก็กำลังจะหมดลง หากไม่มีความชัดเจนถึงการต่ออายุหรือเปิดสัมปทานใหม่ๆ ก็จะทำให้ไม่มีการลงทุนเพิ่ม" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานมีการจัดเตรียมแผนรองรับกับการขาดแคลนพลังงานในอนาคต ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(PDP) ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2555-2573 โดยเน้นกระจายชนิดเชื้อเพลิงให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม, แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี(พ.ศ.2555-2564) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากฟอสซิล, แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี(พ.ศ.2554-2573 ) โดยมีเป้าหมายลดการใช้น้ำมันลง 25% ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2548 นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทด้านพลังงานของประเทศ 20 ปีเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาพลังงานในระยะยาวเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานที่สังคมยอมรับและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ส่วนการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น รมว.พลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมและความเข้าใจในเรื่องของนิวเคลียร์ ล่าสุดประเทศไทยมีความร่วมมือกับจีนในการถ่ายทอดความรู้ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ส่งบุคลากรเพื่อเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการพลังงานนิวเคลียร์และเรียนรู้เรื่องการบริหารความปลอดภัยภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำยังคงไม่สามารถรองรับในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ เพราะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำทำให้ปริมาณไฟฟ้าไม่แน่นอน ขณะที่การสร้างเขื่อนเป็นไปเพื่อการชลประทานและการเกษตรมากกว่า







