วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปลือยชีวิตอดีตเจ้ามือบ่อนวัย 10 ขวบ

ชีวิตที่พลิกผันของเด็ก 10ขวบ เขาอยู่ในวังวนเส้นทางการพนัน อาชญากรรม ค้ายา ค้าอาวุธ ปล้น มือปืนรับจ้างและต้องจบลงในคุกเด็ก

เรื่องราวโลดโผนของเด็กคนหนึ่งที่ตั้งต้นธุรกิจในวัย 10 ขวบด้วยการเปิดบ่อนการพนัน ต่อมาวนเวียนบนเส้นทางอาชญากรรม-ค้ายา ค้าอาวุธ ปล้น มือปืนรับจ้าง และจบลงในคุกเด็ก และคงจบจริงๆ ถ้าเขาไม่ได้ย้ายไปบ้านกาญจนาภิเษกและพบพานเพื่อนมนุษย์ที่เชื่อมั่นในคุณความดีของมนุษย์ด้วยกัน กระทั่งพลิกผันตัวเองทำงานรณรงค์ด้านการพนัน

ตอนอายุ 10 ขวบ อะไรคือความผิดร้ายแรงที่สุดที่ทำลงไปในความคิดของคุณ-ขโมยเงินแม่ แกล้งน้องจนเลือดออก ทำโทรทัศน์เสีย ฯลฯ แล้วตอนอายุ 11 ขวบล่ะ?

สำหรับ ตั้ม(นามสมมุติ) ตอนอายุ 10 ขวบ สิ่งที่เขากระทำเกินกว่าเด็กอายุ 10 ขวบส่วนใหญ่ในประเทศนี้ทำกัน เขาเปิดบ้านเป็นบ่อน เก็บค่าต๋งจากบรรดาเจ้ามือและนักพนัน ด้วยวัยเพียงเท่านี้ เขารู้แล้วว่าต้องถือเงินใส่ซองขึ้นโรงพักเพื่อให้กิจการอยู่รอด ถึงอายุ 11 ขวบ ตั้มฆ่าคนครั้งแรก เหตุผล? ทะเลาะวิวาททั้งหมดนี้เริ่มต้นจากเกมและการพนันพื้นๆ อย่างสนุกเกอร์...แค่นั้นจริงๆ

ตั้มเป็นเด็กต่างจังหวัด พ่อกับแม่แยกทางกันตอนเขาอายุ 3 ขวบ อาศัยอยู่กับพ่อที่มีอาชีพขับรถส่งสินค้า เดือนๆ หนึ่งจึงแทบไม่อยู่บ้าน ไม่ได้เจอหน้าค่าตากันและกัน แต่ทิ้งเงินไว้ให้ตั้มวันละ 100 บาท สำหรับไปโรงเรียน ช่วงที่ตั้มอยู่ชั้น ป.5-6 ชีวิตก็เริ่มสิงสู่อยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์

"ตอนนั้นยังเล่นไม่เก่งเท่าไหร่ เพิ่งเริ่มฝึก พอฝึกไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไร เพราะการพนันเป็นเรื่องธรรมชาติของเด็กต่างจังหวัด รู้สึกสนุกก็เล่นทุกวัน คราวนี้เปลี่ยนมาเล่นไพ่บ้าง ไฮโลบ้าง โดยมีรุ่นพี่เป็นคนสอนทุกอย่าง"

รุ่นพี่คนนี้เรียกได้ว่าเป็นครูทางอบายมุขของตั้ม สอนให้เขารู้ว่า ถ้าจะเปิดบ่อนต้องบริหารจัดการอย่างไร ทั้งเรื่องการคอยล่อตำรวจ หรือคนโดนจับแทน คนซื้อกับข้าว คนคอยบริการลูกค้า ตั้มเป็นคนจัดหา ทุกอย่าง และต้องจ่าย ไม่มีของฟรีในโลก ยิ่งในโลกที่เขากำลังถลำลึก ตั้มจึงเปิดบ้านเป็นบ่อน

"ผมเริ่มมีความคิดว่า บ้านผมไม่มีใครอยู่ เลยเปิดบ่อนในบ้านเลย ลงทุนเองจากเงินที่พ่อให้มา ตอนแรกผมจ่ายตำรวจเป็นวัน พอหลังๆ ตำรวจเริ่มรู้แล้วว่าเปิดบ่อนก็ต้องจ่ายให้เดือนละ 10,000 หนักๆ เข้าจ่ายเดือนหนึ่งเกือบแสนบาท โดยตำรวจจะเวียนกันมารับเงิน แต่บ่อนที่เปิดมีเงินหมุนเวียนเป็นแสนบาทถึงเกือบครึ่งล้าน แค่ค่าต๋งอย่างเดียว วันหนึ่งได้เกือบหมื่นถึงสองหมื่นบาท"

ตั๊มกลายเป็นมาเฟียรุ่นเด็กที่ต้องดูแลลูกน้องในสังกัด เขาเล่าว่าเคยจ่ายให้ลูกน้องถึงวันละ 15,000 บาท ถามว่าเปิดบ่อนกำไรดีถึงเพียงนั้น? ตั้มบอกว่ารายได้เกือบ 2 แสนบาทต่อเดือน แต่เมื่อโดนเรียกส่วยหนักข้อขึ้นจากตำรวจ เขาก็ต้องหาเงินด้วยการเดินสายเข้าบ่อนอื่นเพื่อหาเงินมาหมุน ตั้มตัดสินใจปิดบ่อนเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 8 เพราะเบื่อการจ่ายส่วยคิดสะระตะแล้ว เปิดบ่อน 7 เดือน ตั้มมีเงินเก็บ 1.4 ล้านบาท

"พอขึ้น ม.1 ผมเป็นคนตัวใหญ่ รู้จักพกปืน เพื่อนชวนไปขายยา ขายปืนกินค่านายหน้า เช่น ซื้อปืนมา 1 กระบอก 7,000 บาท ขายได้ 10,000 บาท ผมก็ได้กำไรฟรีๆ 3 พันบาท ไม่ต้องไปจ่ายเงินให้ตำรวจด้วย ลูกน้องที่จะมาอยู่กับผม ผมขอแค่เรื่องอย่าเสพยากับอย่าทำร้ายผู้หญิง เพราะผมไม่มีแม่ ผมก็ไม่ชอบคนที่ทำร้ายผู้หญิง บางคนเสพยา ผมทั้งเตะ ทั้งตบ ทั้งตี ทุกอย่างให้มันเลิกเสพยา ทุกวันนี้มันได้ดิบได้ดีไปหลายคนแล้ว พอเจอหน้ากัน มันยังพูดกับผมเลยว่า ถ้าไม่ได้พี่วันนั้นก็คงไม่มีผมวันนี้หรอก ผมยอมรับว่าตอนนั้นสุดๆ แต่ผมมีหลักการว่า ผมจะไม่ทำลายแถวบ้านตัวเองไปทำที่อื่น ผมเลิก 2 อย่าง เลิกเป็นผู้จัดบ่อน แล้วผมก็มาเดินสายเล่นโดยที่มีเพื่อนชวนแทงบอล"

สงสัย-ไปเอายากับปืนจากไหน ตั้มตอบว่า จากตำรวจ (อีกแล้ว) แถมตำรวจก็ไม่กล้ามากวน เพราะเขาพร้อมจะซัดทอด...ดูเหมือนตั้มจะลืมนึกไปว่า เขาอาจไม่มีโอกาสซักทอด

"สมมติว่าข่าววันนี้จับยาได้หมื่นเม็ด ตอนแถลงข่าวจริงๆ ยาเหลือแค่ 5 พันเม็ด แต่ป้ายที่เขียนตอนแถลงข่าวเขียนหมื่นเม็ด ถ้าตำรวจเก็บไว้ 100 เม็ด ได้เงินแล้วหมื่น สองหมื่นบาท"

ช่วงชีวิตของตั้มหลังจากปิดบ่อนถาวรกระทั่งถูกจับ-เขาออกจากโรงเรียนตอนอยู่ ม.2 เดินสายเล่นการพนันเป็นอาชีพ วนเวียนสู่วงการมือปืนรับจ้าง สังกัดซุ้มมือปืนของจังหวัด ครึ่งหนึ่งถูกจ้างให้ฆ่าด้วยค่าจ้างหลักแสน อีกครึ่งหนึ่งฆ่าเพราะปัญหาเรื่องธุรกิจ จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อตั้มเสียพนันให้แก่โต๊ะบอลในจังหวัด เขากับเพื่อนจึงเลือกหนีไปตั้งหลักหาเงิน ถ้าขืนยังอยู่-เขาบอก-เจ้ามือไม่ตาย เขาก็ตาย

ตั้มกับเพื่อนหนีไปเป็นมิจฉาชีพแถบจังหวัดภาคเหนือ ใช้ปืนกับประสบการณ์ดักปล้นรถจักรยานยนต์ให้พวกนายหน้ารับซื้อส่งขายต่อประเทศเพื่อนบ้าน กระทั่งจ่ายหนี้สินหมด แต่เขายังไม่หยุด ความโลภชักพาเขาไปไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับได้อีก ตั้มอยากได้เงิน เพื่อกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนสมัยก่อน ทว่า เขาพลาดทำเจ้าทรัพย์ตาย

"ผมดักปล้นรถมอเตอร์ไซค์ ตอนนั้นอายุย่าง 16 ปี เจ้าของรถที่ปล้นเกิดเสียชีวิต อีกคนบาดเจ็บสาหัส เพื่อนผมไปทำร้ายร่างกายและผมก็ไปซ้ำด้วยความตั้งใจ ปกติธรรมดาผมไม่เคยทำร้ายใคร"

หนีหัวซุกหัวซุน 2 เดือน ก่อนตัดสินใจมอบตัว...

ตั้มถูกตั้งข้อหาในคดีพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 รับสารภาพลดโทษเหลือจำคุก 25 ปี และเนื่องจากไม่เคยต้องโทษและเป็นเยาวชนจึงลดโทษเหลือ 12 ปี 6 เดือน

"ผมติดคุกเยาวชนอยู่ที่สมุทรปราการ บ้านกรุณา เป็นศูนย์ฝึกเขต 1 ที่โหดสุดๆ ผมติดอยู่ที่นั่นประมาณ 3 ปี"

3 ปีในบ้านกรุณา ตั้มเผชิญความรุนแรงจากทั้งผู้คุมและเยาวชนร่วมบ้าน คำบอกเล่าของเขา สถานพินิจหรือที่คนทั่วไปเรียกว่า คุกเด็ก ดูจะไม่ใช่แห่งหนที่จะขัดเกลาพวกเขา ตรงข้าม มันพอกพูนความรุนแรงในจิตใจ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาอยู่รอดได้ในดินแดนแห่งนี้ ตลอด 3 ปีในบ้านกรุณา ตั้มได้ยินเสียงเล่าลือถึงบ้านกาญจนาภิเษกที่ดูแลโดยทิชา ณ นคร หรือป้ามลของเด็กๆ

"ผมเห็นเพื่อนออกไปทุกรุ่น บางคนเขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่าได้กลับบ้านเดือนละครั้ง โทษอะไรไม่สนใจ จะหนักเท่าไหร่ก็กลับบ้านได้ มีโทรศัพท์ให้ใช้ นอน 3 ทุ่ม แต่งตัวยังไงก็ได้ ไว้ผมยาวก็ได้ ผมก็คิดว่า เออ มันก็คงจะดีกว่าที่นี่ ความรุนแรงก็ไม่มี เจ้าหน้าที่ก็เหมือนพ่อแม่ ไม่มีใครมาบังคับ คำแรกที่ผมแวบขึ้นมาในใจ รั้วไฟฟ้าไม่มี กำแพงสูงๆ ไม่มี มีห้องดูหนัง 3D สิ่งอำนวยความสะดวกเพียบ บ้านมีโทรทัศน์ ข้าวมีให้กิน 3 มื้อ ขณะที่สังคมที่ผมอยู่มันแออัด ผมอยู่ตั้งแต่มีเด็กประมาณ 400 คน อยู่มา 3 ปี เด็กเพิ่มเป็น 1,200 คน ในพื้นที่ 46 ไร่ มันแออัดจริงๆ นะ ผมสมัครอยู่ประมาณ 6-7 รอบกว่าจะได้ไปบ้านกาญจนาฯ เพราะตอนนั้นโทษผมสูง โทษผมเหลืออีก 9 ปีกว่า"

ตั้งแต่เดือนแรกที่ตั้มย้ายมาอยู่บ้านกาญจนาฯ เขาก็ได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ตั้มบอกว่า เขาโดนชาวบ้านด่าตั้งแต่ก้าวลงจากรถจนถึงบ้าน ตลอด 3 วันของการเยี่ยมบ้านเขาจึงไม่พาตัวเองออกจากชายคาบ้านเลย เมื่อกลับสู่บ้านกาญจนาฯ ตั้มไม่กลับไปเยี่ยมบ้านอีกเลยตลอด 3 เดือน เพราะไม่แข็งแรงพอจะเผชิญกับถ้อยคำด่าทอของชาวบ้านร้านตลาด ตั้มปรึกษาเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่บ้านกาญจนาฯ และได้รับคำถามแทนคำตอบว่า ใจแข็งพอหรือยัง?

ตั้มตัดสินใจกลับบ้านอีกครั้งโดยไม่แยแสส่ำเสียงใดๆ คุยเฉพาะกับคนที่อยากคุยกับเขา ความไว้เนื้อเชื่อใจในมนุษย์ที่เขาได้รับจากบ้านกาญจนาฯ ผลักดันให้เขาพยายามพิสูจน์ตนเองต่อผู้อื่นว่าเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ไม่เที่ยว ไม่ดื่ม ไม่สูบ

"หลังจากนั้นผมก็ไปออกงาน ไปทำโน่นนี่ทั่วสารทิศ ผมอยู่นี่ ผมได้อะไรเยอะแยะมากมาย ผมอยากรู้เหมือนกันว่า ตัวผมเองจะสามารถตอบแทนอะไรให้สังคมได้บ้าง น้ำท่วมเมื่อปี 54 ผมไปช่วยกรอกทรายข้างนอก ก่อนหน้านั้นผมก็ไปช่วยพวกมูลนิธิต่างๆ จนได้มาเจอพี่ๆ ที่อยู่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) เครือข่ายครอบครัว เขาก็คิดเรื่องรณรงค์เกี่ยวกับการพนันขึ้น ทุกคนไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวชีวิตผมเป็นแบบนี้ แม้แต่เพื่อนที่อยู่ข้างใน เจ้าหน้าที่ไม่เคยมาซัก เพราะเขาคิดว่าอดีตก็คืออดีต จนกว่าคุณพร้อมที่จะเล่าเรื่องราวของตัวเอง ถ้าพร้อม เขาก็จะถาม ไม่บังคับ ผมชอบตรงนี้"

ตั้มเป็น 1 ใน 50 สมาชิกรุ่นแรกของโครงการหยุดพนัน

"มีผู้ใหญ่คนหนึ่งพูดว่า ถ้าไม่มีเด็กเลวๆ กลุ่มนี้ในวันนั้น ก็ไม่มีเด็กดีๆ กลุ่มนี้ในวันนี้ที่สร้างสิ่งดีๆ ในปัจจุบัน กลับกลายเป็นว่า พวกผมเป็นตำนานเด็ก 50 คนแรกที่สร้างเครือข่ายหยุดพนันขึ้นมา โดยที่พวกพี่ๆ จากองค์กรทุกองค์กรจับมือกัน ร่วมมือกันไปงัดตัวตนของผมขึ้นมา"

“ตอนที่ผมทำไม่เคยคิด แต่รู้สึกผิดตั้งแต่อยู่บ้านกาญจนาฯ จิตใต้สำนึกเรามีทุกคน ผมก็กลัวว่าเวรกรรมที่ผมทำมันจะไปตกกับคนอื่น ผมเลยทำในสิ่งที่ผมทำได้ ช่วยรณรงค์ ให้ข้อมูล เป็นวิทยากร ผมไม่รู้ว่าใครจะเชื่อไม่เชื่อ แต่ผมให้ในสิ่งที่ผมเจอ ผมเล่าโดยที่ผมไม่อาย ไม่กลัวชาวบ้านจะด่า เพราะเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ”

ปัจจุบัน ตั้มอายุ 23 ปี ออกจากบ้านกาญจนาภิเษกแล้ว หมดอิสรภาพอยู่ประมาณ 5 ปี 6 เดือน เขาได้รับการช่วยเหลือจากป้ามลให้เข้าทำงานในบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ใช้เวลาว่างที่เหลือจากหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวหมดไปกับงานรณรงค์ต่อต้านการพนัน ไม่หันกลับไปข้องแวะกับการพนันอีกเลย

"ผมไม่กลัว ผมเชื่อว่าไม่มีทางกลับไปเส้นทางเดิมอีกแล้ว ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำเลย ทุกคนไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยผิดพลาด แต่มันอยู่ที่ใจเราด้วย ถ้าเราห้ามใจไม่ให้เล่นได้ มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราอย่าไปโทษคนอื่น อยู่ที่ตัวเรามากกว่า"

เมื่อถามตั้มในฐานะคนที่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้อย่างโชกโชนว่า มองสถานการณ์การพนันทุกวันนี้อย่างไร เขาตอบว่าด้วยศักยภาพของเทคโนโลยี ทำให้เจ้ามือเกิดใหม่เร็วมาก แต่กฎหมายยังคงล้าหลัง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีเอี่ยวเสียงเองเขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะแก้ไขอย่างไร

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากเกมและการพนันพื้นๆ อย่างสนุกเกอร์

หมายเหตุ : ข้อมูลจากเครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน