วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

สสส.ส้มหล่นขึ้นภาษีเหล้า ได้งบเพิ่ม400ลบ.

สสส.ส้มหล่น รัฐบาลประกาศขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์-ไวน์ ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น 300-400 ล้านบาท

หลังรัฐบาลประกาศขึ้นภาษีเหล้าอีก10-15%ทำให้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ได้งบเพิ่มตามสัดส่วน 2% ของภาษีบาป ซึ่งคาดเพิ่ม 300-400 ล้านบาท นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงกรณีที่ ครม.อนุมัติให้มีการปรับการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะส่งผลภาษีถูกจัดเก็บเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้งบประมาณ สสส. เพิ่มขึ้นตามด้วยนั้น ว่า งบประมาณ สสส.คงต้องเพิ่มตามสัดส่วนตามที่กฎหมายกำหนดที่2% ของภาษีที่จัดเก็บได้ เมื่อเก็บภาษีมากขึ้น งบประมาณย่อมมากขึ้นตาม แต่หากภาษีลดน้อยลง งบที่ได้ก็คงต้องลดลงเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันงบของ สสส.เท่าที่จำได้อยู่ที่ราว 4,000 ล้านบาท ส่วนในรายละเอียดต้องสอบถาม ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. ซึ่งหากมีการนำเสนอผ่านสื่อว่าการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีแอลกอฮอล์ครั้งนี้จะทำให้มีเงินเข้ารัฐเพิ่มเติมอีก 16,000 ล้านบาท เมื่อเป็นเช่นนั้น หากคำนวณ 2% จะทำให้ สสส.มีงบประมาณเพิ่มขึ้น 300-400 ล้านบาท

ส่วนงบประมาณที่เพิ่มนั้น จะส่งผลในการสนับสนุนงบประมาณในระบบสุขภาพด้วยหรือไม่นั้น นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า เป็นงบประมาณมี 2 ส่วน คือ งบในส่วนการรักษาพยาบาลและงบการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นงบของ สสส. ซึ่งที่ผ่านมามีการทำงานร่วมกันกับกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว แม้ว่าจะนั่งเป็นประธานแต่ก็เป็นเพียงแค่เสียงเดียวเท่านั้น และการใช้งบประมาณต้องมีความชัดเจน ต้องมีโครงการในการดำเนินงาน

ด้าน นพ.วิชัย โชควิฒน์ รองประธานบอร์ด สสส. กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบตัวเลข คงต้องขอดูรายละเอียดก่อน ซึ่งเรื่องงบ สสส.จะฝ่ายการเงินที่คอยติดตามและคำนวณตัวเลขอยู่ โดยบอร์ดจะทราบรายละเอียดภายหลัง อย่างไรก็ก็ตามการใช้งบประมาณของ สสส.ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการใช้งบที่มีประสิทธิภาพมาก และนับว่าดีที่สุดในบรรดาหน่วยงานรัฐ สสส.ถือเป็นตัวอย่างองค์กรที่ใช้เงินอย่างคุ้มค่าและมีคุณค่าอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณโดยไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร์ แต่มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณที่เข้มงวดมาก โดยทุกปีต้องมีการทำรายงานเสนอต่อ ครม. สภาผู้แทนราษฎร์ และวุฒิสภา ที่เข้มข้นกว่าหน่วยงานอื่นๆ

นอกจากนี้จากที่เป็นหน่วยงานกองทุน ยังถูกตรวจสอบในรูปแบบเดียวกับเอกชน คือ ต้องถูกตรวจสอบโดยนักบัญชีที่ได้รับอนุญาต ซึ่งที่ผ่านมา สสส.ได้เลือกหน่วยงานนักบัญชีที่เข้มงวดที่สุดในการทำหน้าที่ คือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อีกทั้งภายใน สสส.เองยังมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดมาก

สำหรับในแง่กระบวนการใช้เงินนั้น หากเป็นหน่วยงานราชการทั่วไป เมื่อสิ้นปีงบประมาณจะเร่งใช้งบประมาณให้หมด ซึ่งส่วนใหญ่นำไปใช้กับการจัดสัมมนา เลี้ยงเกษียณอายุราชการ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองมาก โดยมาจากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการใช้เงินเพื่ออัดฉีดระบบเศรษฐกิจ และมีมุมมองว่าหน่วยงานใดใช้เงินงบประมาณไม่หมดถือว่าบกพร่องไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้มีความพยายามเร่งใช้เงินให้หมด แต่ สสส.เองไม่เป็นเช่นนั้น เมื่ออนุมัติงบประมาณโครงการไปแล้ว หากใช้ไม่หมดเมื่อสิ้นปีจะต้องคืนเงินกลับมายังกองทุน สสส. เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อไป

ตัวอย่างการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ งบโฆษณา สสส.ใช้งบสำหรับการโฆษณาและรณรงค์ผ่านสื่อ 200 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการต่างๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักนายกรัฐมนตรี หรือรัฐวิสาหกิจอื่น ถือว่าใช้น้อยมาก แต่ผลที่ได้คุ้มค่า อย่าง การรณรงค์งดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งผลที่ได้รับสามารถลดการบริโภคลงได้

นอกจากนี้โครงการที่เห็นผลเป็นรูปธรรม คือ การลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เสียชีวิต 500-800 รายต่อสัปดาห์ อีกทั้งจากการประเมินยังพบว่า การลงทุนของ สสส.ทำให้ได้ผลลัพธ์กลับมากที่ดี อย่างการลงทุนเรื่องอุบัติเหตุ สสส.ลงทุนไป 1 บาท แต่ได้กลับคืนมาถึง 67 เท่า

ต่อข้อซักถามว่า เงินงบประมาณที่ สสส.จะได้เพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มครั้งนี้จะนำไปดำเนินการต่อในโครงการใด นพ.วิชัย กล่าวว่า ในการดำเนินงานของ สสส. จะมีการจัดทำแผนหลักทุก 3 ปี และหลังจากนั้นจะเป็นการทำแผนประจำปี และจะมีการจัดทำแผนกลางปีกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนโครงการ ดังนั้นเมื่อมีงบประมาณมาเพิ่มขึ้น อาจมีการปรับแผนได้ แต่ทั้งนี้ในรายละเอียดคงต้องถามจาก นพ.กฤษดา ซึ่งจะมีรายละเอียดมากกว่า