ทางออกคุมโซเชียลมีเดีย "เน้นป้องกัน" แนะผู้ให้บริการเก็บข้อมูลระบุตัวตน"ผู้ใช้"
การใช้มาตรการเชิงรุกตรวจสอบล้วงข้อมูลการสื่อสารผ่านแอพพลิเคชั่นแชทชื่อดังอย่าง "ไลน์" หรือการส่งผ่านข้อมูลในโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ค หรือทวีตเตอร์ ด้วยข้ออ้างทางความมั่นคงของรัฐ (หรือรัฐบาล?) ไม่เพียงแค่โดนกระแสต้านจากประชาชนผู้ใช้บริการอย่างกว้างขวาง เพราะมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเท่านั้น
ทว่าแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติเองก็ยังเห็นว่าการมุ่งใช้มาตรการในมิติของการปราบปรามเพียงด้านเดียว โดยละเลยมาตรการป้องปรามซึ่งแทบไม่มีการบังคับใช้กฎหมายในส่วนนี้เลย คือการดำเนินการที่กลับหัวกลับหางและผิดทิศผิดทางอย่างยิ่ง
พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน ผู้กำกับการกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บก.สสท.สทส.ตร.) ชี้ว่า ประเด็นเรื่องการบังคับใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ) กับกรณีความผิดที่เกิดขึ้นในระบบอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ (โซเชียลเน็ตเวิร์ค) ประเภทต่างๆ ซึ่งกำลังมีการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในขณะนี้ จะไม่มีปัญหาเลยหากมีการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องแท้จริง
"พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯมีรายละเอียดครอบคลุมทั้งการป้องกันและปราบปรามอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติของผู้ที่เกี่ยวข้องมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามมากกว่าป้องกัน ทั้งที่หลักการในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่ได้ผลดีที่สุดคือการปฏิบัติตามหลักการของกฎหมายด้านการป้องกัน"
เขาขยายความว่า ไม่ว่าจะเกิดคดีลักษณะใด สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การระบุตัวตนของผู้กระทำความผิด" ให้ได้เสียก่อน เพราะหากมีการร้องเรียนเรื่องการกระทำผิดข้อหาต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์เข้ามายังเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุตัวตนผู้กระทำความผิดได้ ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ และการที่เจ้าหน้าที่จะสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยหรือระบุตัวตนของผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ได้นั้น ต้องเกิดจากการจัดเก็บข้อมูลการใช้บริการอย่างถูกต้อง เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ แต่คำถามคือ ทุกวันนี้ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่รับผิดชอบได้บังคับใช้หรือปฏิบัติตามกฎหมายที่ระบุไว้หรือไม่
"ผู้ให้บริการทั้งระบบคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้จัดเก็บข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดแล้วหรือยัง ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาด้วยว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายและสามารถนำมาบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ การจัดเก็บข้อมูลตามกฎกระทรวงอาจเก็บมากเกินความจำเป็นและเป็นภาระกับผู้ให้บริการมากจนเกินไป ทั้งที่สาระสำคัญตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 26 วรรคสองที่ว่า ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้นั้น ทุกวันนี้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลตามหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงเป็นหลักโดยไม่ได้คำนึงถึงตัว พ.ร.บ.ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เก็บเท่าที่จำเป็น แต่ต้องระบุตัวตนของผู้ใช้บริการให้ได้" พ.ต.อ.นิเวศน์ กล่าว
สำหรับเนื้อหาใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 26 บัญญัติว่า ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่า 90 วันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกิน 90 วันแต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้
ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการนับตั้งแต่เริ่มใช้บริการ และต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง
พ.ต.อ.นิเวศน์ กล่าวอีกว่า หากผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูลโดยคัดเฉพาะผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้อย่างจริงจังแล้ว เชื่อว่าปัญหาการกระทำความผิดในระบบคอมพิวเตอร์จะดีขึ้นทันที เพราะปัญหาทุกวันนี้เกิดจากผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นหลัก หากเรามีการจัดเก็บข้อมูลในส่วนนี้ดีอยู่แล้ว ก็จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
"การรับเรื่องร้องเรียนเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายแล้วใช้วิธีปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลนั้น เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง และในระยะยาวจะมีผลกระทบกับการให้บริการที่ล่าช้าด้วย ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยเห็นด้วย และสุดท้ายก็ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้ ประเด็นคือทำไมเราไม่ทำสลับกัน ด้วยการทำความเข้าใจกับผู้ให้บริการให้จัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็น โดยเน้นไปที่การนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นหลัก และส่งข้อมูลการใช้บริการนั้นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในเชิงรุก หากพบว่าเข้าข่ายความผิดก็สามารถใช้ข้อมูลเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีได้ทันที"
ส่วนการนำเข้าข้อมูลจากต่างประเทศผ่านทางโซเชียลมีเดียชื่อดังนั้น พ.ต.อ.นิเวศน์ บอกว่า ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งมีขั้นตอนและเงื่อนไขมาก ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ยูทูบ ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ คือ เป็นความผิดในประเทศที่ร้องขอ ผู้กระทำผิดอยู่ในประเทศนั้น และต้องไม่ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรฐานสากล ซึ่งถ้าไม่ขัดกับเงื่อนไข 3 ข้อนี้ก็สามารถขอข้อมูลได้ แต่ก็ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย และใช้เวลานานมาก ทำให้ส่งผลเสียต่อการดำเนินคดี
พ.ต.อ.นิเวศน์ ย้ำด้วยว่า การบังคับใช้กฎหมายเพื่อเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะต้องขออนุมัติจากศาล ส่วนการตรวจสอบข้อมูลทั่วไปซึ่งไม่ใช่เนื้อหาการติดต่อสื่อสาร พนักงานสอบสวนสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ออกหมายเรียกเพื่อขอข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น เรียกผู้ให้บริการมาสอบปากคำเพื่อให้ข้อมูลหรือส่งข้อมูลให้ได้ทันที แต่หากต้องลงลึกถึงเนื้อหา ก็ต้องขอหมายศาล ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีกำหนดไว้ในกฎหมายอยู่แล้ว
"ในกรณีของสื่อสังคมออนไลน์ หรือแอพพลิเคชั่นแชทชื่อดังต่างๆ อยู่ที่ผู้ใช้จะเลือกใช้เป็นส่วนตัวหรือสาธารณะ ซึ่งผู้ใช้สามารถกำหนดได้ ถ้าไม่มีการแชร์ออกไปก็คงไม่มีปัญหา แต่อยากขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทำความเข้าใจในประเด็นข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริงเสียก่อน ไม่เช่นนั้นการแสดงความคิดเห็นในประเด็นเหล่านี้อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี"
เป็นคำฝากเตือนทิ้งท้ายจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตัวจริงเสียงจริง!









