วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้เอกยุทธถูกฆ่าด้วยท่าพิเศษมืออาชีพสังหาร

กสม.ชี้"เอกยุทธ”ถูกฆ่าด้วยท่าพิเศษจากทีมสังหารมืออาชีพ รายงานชันสูตรไม่ตรงกับคำสารภาพ บช.น.ไม่ควรเร่งสรุปสำนวนเป็นคดีฆ่าชิงทรัพย์

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน แถลงผลการตรวจสอบการเสียชีวิตของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ว่า จากการตรวจสอบรายงานของแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพพบว่า การเสียชีวิตของเอกยุทธ์ไม่ได้ถูกฆ่ารัดคอหรือถูกบีบคอตามที่พนักงานสอบสวนและผู้ต้องหาระบุ แต่เป็นการถูกกระทำให้ขาดอากาศหายใจโดยใช้ท่าพิเศษ เป็นกระบวนการโดยมืออาชีพนอกเหนือจากผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม โดยพบร่องรอยบาดแผลจากการชันสูตร 3 แห่ง ได้แก่ 1 บริเวณปลายจมูกมีรอยฟกช้ำ โคนลิ้นและลิ้นด้านซ้าย เนื้อเยื่อลำคอด้านขวา ซึ่งไม่พบรอยบีบรัดคอแต่อย่างใด แต่มีการกดบีบลำคอกับปิดกั้นจมูกทำให้ขาดอากาศหายใจ และท่านี้ทำให้เสียชีวิตในเวลาไม่นาน นอกจากนี้ยังพบบาดแผลที่หัวไหล่ขวา สะบักซ้ายด้านหลังซึ่งเกิดจากการกระทำของผู้ที่อยู่ด้านหลังนายเอกยุทธ์ โดยนายเอกยุทธ์ต่อสู้จึงทำให้กล้ามเนื้อคอด้านหลังฟกช้ำ ดังนั้นนายเอกยุทธ์จึงไม่ได้ถูกฆ่ารัดคอหรือบีบคอ ส่วนบาดแผลอีก 2 แห่ง ที่ข้อมือและส้นเท้าเกิดจากการถูกพันธนาการในบริเวณจำกัด ทำให้นายเอกยุทธ์ไม่สามารถต่อสู้ดิ้นรนได้

นพ.นิรันดร์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ 2 คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพศพหลังเสียชีวิต ซึ่งมีการเคลื่อนศพจากกทม.ไปพัทลุง และเคลื่อนจากเขาจิงโจ้ จ.พัทลุง มาตรวจพิสูจน์ที่กทม. ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่มีการเตรียมการชัดเจน จากผู้ชำนาญการในการฆ่าคน ไม่ใช่เรื่องของผู้ต้องหาไม่กี่คน โดยมีเหตุผลสนับสนุนคือ 1 การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ห่อศพ และลำเลียงศพจากกทม.ไปพัทลุง

นอกจากนี้หลังเสียชีวิตมีการถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับออก เหลือแต่เสื้อกล้ามกับกางเกงบ็อกเซอร์ ลักษณะการห่อศพซึ่งรัดด้วยวัสดุผูกมัด เป็นเทคนิควิธีการเฉพาะของผู้มีความรู้และความชำนาญ 3 มีความเชื่อว่าศพถูกเก็บไว้ในที่ปิดมิดชิด เช่น รถตู้ไม่เกิน 3 วัน โดยไม่พบหนอนในศพ แสดงว่าศพนาเอกยุทธถูกห่อหุ้มอย่างดี ส่วนการขุดหลุมฝังก็ไม่ลึกไม่เกิน 50 ซ.ม. แสดงว่าไม่ต้องการปกปิดศพ และศพอยู่ในหลุมไม่เกิน 1 วัน จึงสันนิษฐานว่าเป็นกระบวนการที่มีการเตรียมการ ไม่ต้องการปิดบังศพ แต่ต้องการเปิดเผยเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงไม่อยากให้ตำรวจเร่งสรุปสำนวนว่าเป็นคดีฆ่าชิงทรัพย์

"ทั้งหมดคือสิ่งที่อนุกรรมการฯตรวจสอบพบซึ่งสอดคล้องกับแพทย์ที่พบศพเป็นคนแรกที่จ.พัทลุง ล่าสุดญาติของนายเอกยุทธไม่เชื่อมั่นการทำงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาลเพราะมีประเด็นขัดแย้งกันอยู่เดิม ในช่วงเช้าวันนี้ (13 ส.ค.) ญาติจึงได้แจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อขอเปลี่ยนคณะพนักงานสอบสวน ทั้งนี้การตรวจสอบของคณะอนุกรรมฯไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากตำรวจให้ตรวจสอบพยานหลักฐานหลายชิ้น เช่น ไม่ให้ตรวจสอบรถตู้ โดยตำรวจยังมองกสม.ด้วยความไม่เข้าใจ คิดว่าไปจับผิด แต่กสม.ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้อำนาจ ในการประสานหน่วยงานให้ปฏิบัติที่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกร้อง ซึ่งการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่การสอบสวนหาตัวคนร้าย แต่ตรวจสอบการทำงานของตำรวจว่าได้มาตรฐานในการบอกความจริงต่อสังคมหรือไม่ และการคุ้มครองสิทธิการมีชีวิตอยู่ โดยจะทำรายงานเสนอต่อผบ.ตร. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 257 แต่ทั้งนี้ตามอำนาจของกสม.ไม่มีอำนาจบังคับหรือสั่งการตำรวจ แต่เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะนำไปพิจารณาว่า ข้อเสนอของกสม.สมควรนำไปประกอบในสำนวนการสอบสวนหรือไม่"นพ.นิรันดร์กล่าว

เมื่อถามว่า เหตุใดตำรวจจึงมองข้ามหลักฐานสำคัญจากร่องรอยการห่อศพและเก็บไว้ในรถตู้ไม่เกิน 3 วัน นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ผลการตรวจสอบนี้เป็นผลการชันสูตรของแพทย์นิติเวช แต่การที่แพทย์ผู้ชันสูตรครั้งแรกเป็นเรื่องที่เขาต้องรับผิดชอบ แต่ร่องรอยต่าง ๆ มีความชัดเจนมาก ซึ่งตำรวจควรที่จะมีการสอบสวน

นพ.นิรันดร์ กล่าวอีกว่า จากคดีของนายเอกยุทธทำให้เห็นว่า ขณะนี้สังคมไทยขาดการยอมรับของประชาชนทุกสี ทุกองค์กรเกิดวิกฤตศรัทธาในความเชื่อมั่น สังคมไทยขาดหลักที่เป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า บาดแผลก่อนตายเป็นการทำให้ขาดอากาศจากภายนอก ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามคำให้การของผู้ต้องหาว่าลงมือฆ่ารัดคอผู้ตาย เนื่องจากมีร่องรอยการพันธนาการ และพบบาดแผลที่เกิดหลังการเสียชีวิต ซึ่งเข้าได้กับการห่อรัดศพ และมีสภาพให้เห็นว่ามีเสื้อจำนวนหนึ่งยังอยู่กับศพก่อนนำไปฝัง การเปลี่ยนแปลงหลังตายที่ขัดแย้งกับสภาพศพ ศพคว่ำหน้าแต่เน่าด้านหน้าและไม่มีหนอน ซึ่งทั้ง 3 จุด ถือเป็นหัวข้อสำคัญ ซึ่งพนักงานสอบสวนควรรับฟัง

อย่างไรก็ตาม คดีของนายเอกยุทธเป็นคดีธรรมดาคดีหนึ่ง ประเทศไทยไม่เคยตะหนักว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยจึงไม่มีการพัฒนาความโปร่งใส ไม่สนใจต้นทางความยุติธรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ถึงเวลาต้องแก้ไขที่ต้นทาง ถ้าไม่เก็บพยานหลักฐานอย่างดีจะไม่สามารถพิสูจน์คดีได้อย่างเป็นธรรมและจะนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์