เมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุ ฟันเริ่มหลุดล่วงและต้องใส่ฟันปลอม ตามมาด้วยปัญหาข้อเข่าเสื่อมที่ต้องพึ่งพาข้อเข่าเทียม
เมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุ ฟันเริ่มหลุดล่วงและต้องใส่ฟันปลอม ตามมาด้วยปัญหาข้อเข่าเสื่อมที่ต้องพึ่งพาข้อเข่าเทียม แพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จะพาไปรู้จักอะไหล่เทียมในชีวิตสูงวัย
หลังจากทำหน้าที่ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งค่อนศตวรรษ ช่องปากและฟันย่อมต้องเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปาก ไม่เคยพบทันตแพทย์ อาการแรกที่พบคือขอบเหงือกอักเสบ ซึ่งจะมีสีแดงเห็นได้ชัดจากเหงือกปกติจะมีสีชมพู ถ้าไม่สังเกตก็ไม่รู้ จึงมักจะละเลยไม่ได้รับการรักษา
โรคนี้จะลุกลามต่อไป เหงือกจะบวมมีหนอง การอักเสบจะลุกลามมากขึ้น ลงไปทำลายเยื่อหุ้มรากฟัน เอ็นยึดรากฟันรวมทั้งกระดูกหุ้มรากฟัน ทำให้กระดูกมีการละลายตัวทีละน้อย ฟันจะเริ่มโยกและหลุด บางคนต้องสวมฟันปลอมทั้งปาก แล้วเกิดปัญหาฟันปลอมหลุดง่าย และบดเคี้ยวอาหารไม่สะดวกส่งผลเสียต่อสุขภาพ
"รากฟันเทียม" จะช่วยลดปัญหาในการบดเคี้ยว โดยจะถูกฝังเข้าไปในกระดูกขากรรไกรเพื่อเป็นหลักยึดสำหรับฟันปลอม ทำให้ฟันปลอมติดแน่นในช่องปากไม่ต้องถอดออกมาทำความสะอาด และมีความแข็งแรงเหมือนฟันธรรมชาติ ทั้งยังมีส่วนช่วยรักษาปริมาณกระดูกรอบๆ รากฟันเทียมที่ใส่เข้าไปไม่ให้ละลายตัว เพิ่มประสิทธิภาพการเคี้ยวอาหารและไม่ต้องห่วงเรื่องฟันผุ
“จากประสบการณ์ของการรักษาด้วยวิธีการใส่รากฟันเทียมเป็นเวลามากกว่า 15 ปี อัตราผลประสบความสำเร็จประมาณ 97% เห็นได้ว่าอัตราผลสำเร็จค่อนข้างสูง และคนไข้มีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก" พ.ต.อ.ทันตแพทย์พิมล บำรุง กล่าวและว่า
"ปัจจุบันการรักษาใส่รากฟันเทียมมีการพัฒนามากขึ้น เวลาและขั้นตอนที่ใช้ในการรักษาน้อยลง ความเจ็บปวดก็ลดน้อยลงตามไปด้วย คนไข้บางรายอาจจะถอนฟันและใส่รากฟันเทียมพร้อมฟันปลอมเสร็จภายในวันเดียวได้ ถ้าสภาพของเนื้อเยื่อในช่องปากเหมาะสมและสภาพร่างกายของคนไข้พร้อม หากถอนฟันแล้วอย่าปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป เพราะจะทำให้กระดูกฝ่อ ทำให้การใส่รากฟันเทียมยากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม การใส่รากฟันเทียมจะต้องทำการผ่าตัด 2 ครั้ง ครั้งแรกผ่าตัดใส่รากฟันเทียมแล้วรอให้มีการยึดติดระหว่างรากฟันเทียมกับกระดูก ใช้เวลาประมาณ 3 - 6 เดือน ครั้งที่ 2 จะผ่าเปิดเหงือกเพื่อต่อแกนขึ้นมาเหนือเหงือกแล้วรอให้แผลที่เหงือกหายใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์แล้วจึงพิมพ์ปากทำฟันปลอม
ส่วนอัตราเสี่ยงต่อความล้มเหลวคือ รากฟันเทียมไม่สามารถยึดติดกับกระดูก หรือไม่สามารถใช้งานได้ซึ่งเกิดประมาณร้อยละ 3-10 ซึ่งแปรเปลี่ยนตามแหล่งข้อมูล นอกจากนี้ผลแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้คือการติดเชื้อ ภาวะเลือดออก หรือทำอันตรายต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น เส้นประสาทที่บริเวณขากรรไกรล่างและโพรงอากาศ โพรงจมูกที่บริเวณขากรรไกรบน เป็นต้น
ข้อเข่าเสื่อมต้องพึ่งข้อเทียม
ถัดจากเรื่องฟันและการบดเคี้ยว ปัญหาที่พบมากในผู้สูงวัยคือความเสื่อมของข้อเข่า ซึ่งผ่านการใช้งานมานานค่อนศตวรรษเช่นกัน โดยลักษณะของข้อเข่านั้นเป็นข้อที่มีกลไกค่อนข้างละเอียด ซับซ้อน และเป็นข้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายต้องแบกรับน้ำหนักมาก ไม่ว่าเราจะใช้ร่างกายในอิริยาบถไหน ลุก นั่ง ยืน เดิน เหยียด พับ งอ
นพ.วิกรม จารุสถิระกุล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ กล่าวว่า การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในรายที่อาการไม่หนัก จะรักษาโดยการให้ยาและฝึกกายภาพบำบัด แต่ในรายที่เป็นเรื้อรัง และกระดูกมีปัญหามากๆ ปวดขั้นรุนแรงจนมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน หัวเข่าโกงงอผิดรูป ส่งผลให้เดินไม่สะดวก ข้อเข่าไม่ค่อยมั่นคง เกิดการสึกหลวม ของกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นรอบๆ ข้อเข่า
หรือได้รักษาด้วยการใช้ยา และกายภาพบำบัดอย่างเต็มที่และนานเพียงพอแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้นท้ายที่สุดจะแนะนำให้ “ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม” เนื่องจากอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมอยู่ได้นานถึง 10-15 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของคนไข้แต่ละคน หากเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้คนไข้ที่อายุยังน้อย การใช้ชีวิตยังสมบุกสมบันอยู่ อาจทำให้ข้อเข่าเทียมหลวมและเสื่อมเร็ว ต้องทำการเปลี่ยนใหม่ ซึ่งจะทำให้การผ่าตัดรักษายากและค่าใช้จ่ายสูงกว่าครั้งแรก
"ข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่โรคน่ากลัว อย่าเข้าใจผิดคิดว่ารักษาไม่หายขาด จึงไม่ยอมรักษา โรคข้อเข่าเสื่อมสามารถรักษาให้ทุเลาจากหนักเป็นเบาได้ คนไข้ควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ ยาเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่ง สิ่งสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เข่าให้ถูกต้องดังกล่าวมาข้างต้น หมั่นบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้แข็งแรง หากทำเช่นนี้ได้คุณภาพชีวิตของคุณจะดีขึ้น และไม่เป็นภาระให้กับลูกหลาน"









