ทช.ยันแนวปะการัง-หญ้าทะเล รอบเกาะเสม็ดสมบูรณ์ดี แต่อ่าวพร้าวยังตอบไม่ได้ เผยตั้งคณะทำงานติดตามประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
นายนพพล ศรีสุข อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบผลกระทบระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ว่า หลังจากสถานการณ์คราบน้ำมันบริเวณอ่าวพร้าวเริ่มคลี่คลาย และเจ้าหน้าที่สามารถดำน้ำลงไปสำรวจแนวปะการังได้แล้วบางส่วน พบว่าแนวปะการังบริเวณอ่าวพร้าว รวมทั้งสัตว์น้ำที่เกาะอยู่ตามโขดหิน เช่น กุ้ง หอย ปู ชัดเจนว่าได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเสียหายมากน้อยขนาดไหน เพราะการประเมินผลกระทบในภาพรวมต้องใช้ระยะเวลามากกว่านี้
นายนพพล กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุท่อน้ำมันรั่ว แม้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำน้ำ ลงไปสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ แนวปะการังพื้นที่บริเวณอ่าวพร้าวได้ในทันที เนื่องจากคราบน้ำมันดิบยังมีจำนวนมาก ประกอบกับคลื่นลมแรงสูงกว่า 3 เมตร แต่ตนก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำน้ำสำรวจความเสียหายบริเวณรอบเกาะเสม็ด และพื้นที่ใกล้เคียงที่พบฟิล์มน้ำมันลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ได้รับรายงานว่าแนวปะการังบริเวณอุทยานเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ไม่นับบริเวณอ่าวพร้าว เกาะกุฏี และพื้นที่แหล่งหญ้าทะเล ไม่ได้รับผลกระทบและยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ดีอยู่
"จังหวัดระยองมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาว 104.48 กิโลเมตร โดยมีระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งที่สำคัญ คือ แหล่งหญ้าทะเล 3,850 ไร่ สถานภาพทั่วไปสมบูรณ์ปานกลางถึงสมบูรณ์ดี แพร่กระจายบริเวณเขาแหล่มหญ้า 824 ไร่ และบริเวณอ่าวมะขามป้อม-ปากน้ำประแส 3,026 ไร่ ทั้งหมด 7 ชนิด คือ หญ้าคาทะเล หญ้ากุยข่ายทะเล หญ้ากุยช่ายเข็ม หญ้าเงา หญ้าเงาใส หญ้าเงาใบเล็ก และหญ้าเงาแคระ และแนวปะการัง 3,141 ไร่ สถานภาพทั่วไปสมบูรณ์ปานกลาง กระจายตัวอยู่ตามแนวชายฝั่ง พื้นที่อุทยานเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด 1,369 ไร่ และบริเวณเกาะมัน 1,240 ไร่" นายนพพล กล่าว
นายนพพล กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้ตั้งคณะทำงานติดตามประเมินสถานการณ์ แก้ไขและฟื้นฟูผลกระทบสิ่งแวดล้อมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรณีท่อรับน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง แต่งตั้งให้ นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงฯ เป็นประธานคณะทำงาน โดยหน่วยงานที่เข้าร่วมเป็นคณะทำงานมาจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ
ทั้งนี้ ทช. ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบในการสำรวจ ตรวจสอบ และประเมินผลกระทบ ที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คือ แนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล รวมถึงหาสาเหตุการบาดเจ็บและเสียชีวิต ของสัตว์ทะเลที่มาเกยตื้น ในบริเวณชายหาดพื้นที่เกาะเสม็ดและบริเวณใกล้เคียง แต่ไม่รวมถึงสัตว์น้ำทางเศรษฐกิจ เพราะส่วนนี้กรมประมงจะเป็นผู้รับผิดชอบประเมินความเสียหาย โดยแผนการทำงานของหน่วยงานต่างๆ นั้น จะต้องยึดตามคู่มือของ คพ. ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.คู่มือประเมินความเสียหายและผลกระทบจากคราบน้ำมัน และ 2.แผนการฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อม
ด้าน นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า สำหรับแผนดำเนินการติดตามประเมินสถานการณ์ แก้ไขและฟื้นฟูผลกระทบสิ่งแวดล้อมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเป็นการประชุมร่วมกันระหว่าง ทช. คพ. กรมอุทยานแห่งชาติฯ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 13 และนักวิชาการจาก ม.บูรพา ม.ราคำแหง ม.เกษตรศาสตร์ และ ม.ลาดกระบัง สรุปแผนการดำเนินงาน แบ่งตามพื้นที่ที่จะเข้าไปทำการศึกษาผลกระทบ ออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.พื้นที่ A บริเวณที่ที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน 2.พื้นที่ B บริเวณที่ได้รับผลกระทบที่กว้างออกไป โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายทางดาวเทียมของ Gistda บริเวณที่พบเจอฟิล์มน้ำมันลอยอยู่เหนือผิวน้ำ และ 3.พื้นที่ C เป็นการเก็บข้อมูลในภาพกว้าง เพื่อประเมินสถานการณ์ในภาพรวม
นายปิ่นสักก์ กล่าวต่อว่า โดยการติดตามงานจะแบ่งออกเป็นกลุ่มงาน คือ 1.กลุ่มงานตรวจสอบปัจจัยหลังด้านคุณภาพน้ำสมุทรศาสตร์ และสิ่งแวอล้อมเบื้องต้น ซึ่ง ทช. คพ. สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาพ และ ม.เกษตรศาสตร์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ซึ่งปัจจัยที่ศึกษาคือค่าคุณภาพน้ำเบื้องต้น 8 พารามิเตอร์ ได้แก่ แคดเมียม (Cd) โครเมียม (Cr) แมงกานีส (Mn) นิเกิล (Ni) ตะกั่ว (Pb) สังกะสี (Zn) คอปเปอร์ (Cu) และสารหนู (As) และปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน รวมถึงศึกษาตะกอนดิน แพลงตอน และสัตว์ทะเล สัตว์น้ำ ร่วมกับกรมประมง โดยสถานีสมุทรศาสตร์จะมีทั้งหมด 24 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่เกิดเหตุทั้ง 3 ระดับจนถึงเกาะมันใน
2.กลุ่มงานปะการัง โดยในวันที่ 2-3 ส.ค.นี้ เป็นการดำเนินงานแบบเร่งด่วน โดยจะสำรวจเบื้องต้นของทุกจุด ซึ่งเป็นการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์เบื้องต้น ครอบคลุมพื้นที่เกาะเสม็ด เกาะกุฏี โดยใช้วิธี Photo Line Transect รวมถึงศึกษาสัตว์ที่เป็นองค์ประกอบของปะการัง เช่น หอย เม่นทะเล ปลิง และปลา โดยจุดที่สำรวจจะมีทั้งหมด 19 จุด หน่วยงานรับผิดชอบหลักคือ ทช. และกรมอุทยานแห่งชาติฯ
3.ส่วนงานหญ้าทะเล ตามจุดในแผนที่ที่มีแหล่งหญ้าทะเลทั้งหมด ว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ และ 4.ส่วนงานติดตามประเมินผลสัตว์ทะเลหายาก เช่น เต่าทะเล โลมา จะเป็นการสำรวจเชิงเก็บข้อมูล และสัมภาษณ์ชุมชนรอบพื้นที่ ซึ่งมีทั้งหมด 8 ชุมชน นอกจากนี้จะยังมีการสำรวจเชิงลึกเพื่อเป็นการต่อจิ๊กซอว์ ในเรื่องของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งแนวร่วมในการทำงานวิจัยนี้จะมาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ
"การดำเนินงานในช่วงนี้จะเป็นแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งควบคู่ไปกับการเก็บข้อมูลผลสำรวจต่างๆ ทุกคนต้องเข้าในว่าการวางแผนงานขั้นต่อไป ซึ่งเกี่ยวกับสำรวจรวจประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จะต้องรอให้สถานการณ์เบื้องต้นจบก่อน แต่ขณะนี้การเก็บคราบน้ำมันยังไม่เสร็จสิ้น สำหรับผลการดำเนินงานแบบเร่งด่วนนั้น อย่างเร็วที่สุดน่าจะสรุปได้ในวันอาทิตย์นี้ ส่วนแผนงานในระยะยาวจะต้องรอผลวิเคราะห์จากหลายส่วน ซึ่งบางอย่างอาจต้องใช้เวลานานถึง 3 สัปดาห์ ดังนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน" นายปิ่นสักก์ กล่าว









