ชาวประมงเรือเล็กสูญเสียรายได้ วันละประมาณ 5.4 ล้านบาท จากคราบน้ำมันรั่ว จับสัตว์น้ำได้น้อยลง
จากกรณีท่อส่งน้ำมันดิบกลางทะเลขนาด 16 นิ้ว ของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) ห่างจากฝั่งท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดประมาณ 10 ไมล์ทะเลหรือประมาณ 18 กม. รั่วทำให้น้ำมันดิบไหลทะลักออกสู่ทะเลประมาณ 50 - 70 ตัน แพร่กระจายบนผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติหลังน้ำมันดิบจำนวนมากลอยเข้าสู่อ่าวพร้าว บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของอุทยานแห่งชาติเขาแหล่มหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ตลอดแนวชายฝั่งยาว 600 เมตร ซึ่งแม้จะมีการดูดซับและเก็บคราบน้ำมันดิบได้แล้วกว่า50% แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวประมงเรือเล็กพื้นบ้านไม่สามารถจับสัตว์ และน้ำขาดรายได้จำนวนมาก
นายจัตุรัส เอี่ยม วรนิรันดร์ นายกสมาคมประมงเรือเล็กพื้นบ้านระยอง กล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ท่อน้ำมันรั่วในครั้งนี้ ทำให้ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้น้อยลง จากเดิมที่ช่วงนี้จะสามารถจับปูและปลาหมึกได้ค่อนข้างมาก โดยการออกเดินเรือในแต่ละครั้ง ตามปกติเรือแต่ละลำจะจับปูได้ประมาณ 3,000 บาท ปลาหมึก 2,000-3,000 บาท เฉลี่ยแต่เรือแต่ละลำจะมีรายได้ 4,000 - 6,000 บาท แต่ล่าสุดตนได้รับแจ้งจากสมาชิกที่ยังออกเดินเรือ ว่าจับปลาหมึกได้เพียง 5 ตัวเท่านั้น จึงชัดเจนว่ากลุ่มชาวประมงได้รับผลกระหนัก ทั้งนี้สมาชิกสมาคมประมงเรือเล็กพื้นบ้านระยอง มีทั้งหมดประมาณ 1,300 ลำ ดังนั้นหากประเมินคร่าวๆ ชาวประมงเรือเล็กจะสูญเสียรายได้ทั้นที วันละประมาณ 5.4 ล้านบาท โดยเส้นทางออกเดินเรือจะออกจากชายฝั่งไปประมาณ 12 ไมค์ทะเล เลียบตามแนวชายฝั่งตั้งแต่ หาดพลา จ.ชลบุรี ถึง ปากน้ำประแสร์ บริเวณปากน้ำพังราด ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง จ.ระยอง และ จ.จันทบุรี รวมระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร
นายจัตุรัส กล่าวต่อว่า จากการดูภาพถ่ายทางดาวเทียมของ Gistda เมื่อวันที่ 29 เวลา 18.23 น. ทำให้ตนและสมาชิกชาวประมงยิ่งกังวลหนักมากขึ้น เนื่องจากคราบน้ำมันดิบได้ลอยอ้อมไปไกล จากอ่าวพร้าวไปถึงบริเวณเกาะปลาตีน เกาะขาม เกาะกุฎี ซึ่งแม้จะเป็นลักษณะการเครือบบริเวณผิวน้ำ แต่หากว่าทางเจ้าหน้าที่คุมสถานการณ์ไม่อยู่ เกรงว่าคราบน้ำมันจะกระจายไปถึงบริเวณหาดสวนสน แหลมแม่พิมพ์ เกาะมันใน เกาะมันกลาง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าบริเวณทำมาหากินของชาวประมงเรือเล็กในระแวกนี้ได้รับผลกระทบทั่วบริเวณ เนื่องจากปลาประจำถิ่น ปู กั้ง หอย และกุ้ง ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแนวปะการัง และพอเจ้าหน้าที่ฉีดพ่นสาร เพื่อให้น้ำมันเป็นก้อนและจมลงก้นทะเล ก็จะไปทับแนวปะการังและพวกสัตว์น้ำเหล่านี้ ส่วนพวกปลาที่งว่ายน้ำออกไปได้ไกลๆ จะไม่ว่ายเข้ามาในบริเวณนี้ ทำให้การออกเดินเรือในแต่ละครั้งจะต้องออกไปไกลกว่าเดิม เท่ากับว่าค่าน้ำมันแต่ละครั้งจะต้องเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ปกติการออกเดินเรือแต่ละครั้ง จะเสียค่าน้ำมันประมาณ 800 บาท แต่ขณะนี้ต้องออกเดินทางไกลกว่าเดิม โดยบางลำไปไกลถึงบริเวณรอยต่อ จ.ชลบุรี ซึ่งต้อเงสียค่าน้ำมันถึงเที่ยวละ 1,800 บาท






