ในวัย 91 ศ.ระพี สาคริก ผู้ปฏิวัติวงการกล้วยไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนได้ชื่อว่า บิดาแห่งกล้วยไม้ไทย ยังคงทำงานเพื่อประเทศชาติ
แม้จะก้าวเข้าสู่ช่วงปัจฉิมวัยแต่ไม่ได้ทำให้ ศาสตราจารย์ระพี หยุดนิ่งอยู่บ้านเหมือนคนที่เกษียณอายุทั่วไป ตรงกันข้าม แทบทุกวันจะมีผู้คนติดต่อเข้ามาปรึกษา ขอความรู้ในเรื่องต่างๆ รวมถึงเชิญไปงานบรรยายที่ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศมิได้ขาด
เมื่อก้าวสู่สตูดิโอส่วนตัว ซึ่งเป็นบ้านหลังกะทัดรัด ย่านพหลโยธิน ภาพวาดสีน้ำมันรูปกล้วยไม้ที่เสร็จสมบูรณ์ บนเฟรมผ้าใบ เด่นสะดุดตาแขกผู้มาเยือน สะท้อนให้เห็นว่า เจ้าของบ้านยังมีไฟสร้างสรรค์ผลงานอยู่
"ทุกวันนี้ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บ้านฟังเพลง นึกครื้มก็หยิบไวโอลิน มาเล่น แม้อายุมากขึ้นแต่ผมไม่เคยหยุดอ่านเขียนหนังสือเลยสักวัน เพราะอายุไม่ได้เป็นตัว บอกว่า ถึงเวลาต้องพักผ่อน ไม่ต้องทำงาน" ศ.ระพี เล่า ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ศาสตราจารย์ระพี เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้ยังคงทำงานไม่ต่างจากสมัยยังหนุ่ม เขียนงานตั้งแต่ 5 ทุ่มถึงตี 2 บางครั้งตื่นมาเขียนต่อเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยังคงทำงานเพราะมองว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ทำแล้วมีความสุขเหมือนได้พักผ่อน แม้กำลังวังชาลดลงตามวัย แต่สภาพร่างกายยังคงแข็งแรง ไม่ว่าความดัน ไขมันในเส้นเลือด ก็ไม่มีสิทธิ์มาย่างกราย ยกเว้นอาการปวดขา ซึ่งเป็นไปตามวัย
ปราชญ์ของแผ่นดิน มองว่า เรื่องของจิตใจสำคัญกว่าร่างกาย เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า "a sound mind is in a sound body"
ถอดบทเรียนชีวิต
จากประสบการณ์ชีวิตในการทำงานราชการ และการทำงานในรูปแบบของจิตอาสาเพื่อสังคมท่านจึงมีบทเรียนในการใช้ชีวิต มุมมองความคิดให้แก่คนรุ่นหลังได้เรียนรู้มากมาย เริ่มต้นจากการทำงาน หลายคนคิดว่า การทำงานในหน่วยงานราชการลำบากด้วยระบบขั้นตอนที่ยุ่งยาก แต่ศาสตราจารย์ระพี ก็สามารถเอาชนะระบบราชการได้ โดยใช้ศิลปะในการหาทางออกในการทำงานได้อย่างลงตัว
“ผมถึงบอกว่า ความรู้อย่างเดียวไม่พอ คนเราจะต้องมีศิลปะ ความรอบรู้มาใช้ประกอบกันถึงจะแก้ปัญหาได้”
ในสมัยท่านเป็นอธิการบดีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถทำงานในระบบราชการได้สำเร็จ โดยไม่ประนีประนอมกับหลักการแนวคิดของตนเองด้วยการใช้ศิลปะเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
“เหมือนกับที่ในหลวงท่านตรัสว่าให้เอาน้ำดีไล่น้ำเสีย เพราะตัวผมก็มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีอยู่ด้วยกัน คนเราเปลี่ยนกันได้ ถ้าใจเราดี เราก็จะเห็นความดีของคนอื่น ถ้าเรายืนหยัดทำดีกับเขาได้ เราก็จะเห็นความดีกลับคืนมาเอง การที่อยู่ร่วมกันในสังคม แทนที่จะมองสิ่งที่ไม่ดี หันมามองสิ่งที่ดีของคนอื่นบ้างก็จะดีกว่า”
นอกจากนี้สิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตก็คือการปล่อยวาง คำว่า “ปล่อยวาง” ในความหมายของศ.ระพี มิได้ หมายความว่า ไม่ให้ทำอะไรเลย แต่หมายถึงการปล่อยวางทางจิตใจ เพราะมนุษย์มีพลังจิต เมื่อปล่อยวางพลังจะออกมา คนที่ไม่รู้จักปล่อยวาง ก็คือคนที่ปิดตัวเอง
“เวลาที่เรามองอะไรเป็นปัญหา หรือไม่เป็นปัญหา อยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ใจเรานั่นเอง ไม่ได้อยู่ที่ใคร”
เรียนรู้จากกล้วยไม้
ศาสตราจารย์ระพี บิดาแห่งวงการกล้วยไม้เมืองไทย มองว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเองได้รับการยอมรับจากทุกคน ล้วนมาจากแรงศรัทธาที่เขามี ซึ่งมาจากความดีที่ตนสร้างสั่งสมไว้ ยกตัวอย่างการจัดงานกล้วยไม้โลก
ในเมืองไทยสมัยตนนำเข้ามาไม่ต้องเสียสตางค์เนื่องจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาฯ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน เพราะไว้ใจ จุดประสงค์ที่เข้ามาอยู่ในวงการกล้วยไม้เพราะอยากให้คนไทยเห็นแก่ส่วนรวม จึงเข้ามาส่งเสริมเรื่องกล้วยไม้ ที่มีความหลากหลาย คนก็หลากหลาย ในอดีตกล้วยไม่ถือเป็นดอกไม้ในสังคมชั้นสูง
ศาสตราจารย์ระพี พยายามทำให้ทุกคนสามารถปลูกกล้วยไม้ได้ ชาวต่างชาติรู้จักกล้วยไม้ไทย และต่อยอดกลายเป็นอาชีพหรือธุรกิจได้
“ตรงนี้สอนให้ผมได้รู้ว่า ความหลากหลายของมนุษย์ เป็นการสอนธรรมะให้กับผมทางอ้อม เช่น หลายคนเดินไปบอกว่ากล้วยไม้หอม พอเจอขยะบอกว่าเหม็น ความจริง ขยะกับดอกไม้ไม่มีหอม ไม่มีเหม็น มันมีแต่กลิ่น ความหอมความเหม็นอยู่ที่มนุษย์เรา”
สิ่งที่ศาสตราจารย์ระพี แสดงความเป็นห่วงในวงการกล้วยไม้ไทย ก็คือ ขาดการประยุกต์โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ และไม่ให้ความสำคัญกับการวิจัยเรื่องกล้วยไม้ต่อเนื่อง จึงเป็นห่วงว่าอีกไม่ถึงสามปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมกล้วยไม้ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ผลงานวิจัยใหม่ๆที่นำไปสู่วงการนานาชาตินั้นใครจะทำ เพราะในบัญชีรายชื่อกล้วยไม้ลูกผสมใหม่ๆ ไม่มีคนไทยตั้งชื่อกล้วยไม้ลูกผสมเลย
“เวลานี้คนไทยขาดพลังในการขับเคลื่อน ทั้งๆ ที่คู่แข่งกำลังไล่ตามมาติดติดไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ถ้าเราไม่แข็งแรงจะอยู่ได้หรือ”ผู้เป็นเสาหลักวงการกล้วยไม้ไทยกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
คนไทยเราควรนำเอาหลักทางธรรมมาใช้โดยเฉพาะคำว่า "ตื่น" อยู่เสมอมาเตือนสติในการดำเนินชีวิต อย่ารักสบาย ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ซึ่งตนมักสอนลูกศิษย์ เสมอว่า ต้องหัดเป็นคนมือบอน อยู่ไม่สุข อย่านั่งอยู่เฉยๆ ในบ้าน ต้องออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่รอบตัว มิเช่นนั้นจะสู้คนอื่นไม่ได้
ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นนักวิชาการไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ขยายพันธุ์ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่ต้องทำเรื่องเกี่ยวสังคมด้วยถึงจะทำให้วงการกล้วยไม้เติบโตต่อไปได้ในอนาคต ในสายตาของผู้ที่ผ่านโลกมานาน มองว่า คนส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้คิดริเริ่มอะไรไม่ค่อยเป็น ชอบทำอะไรตามหลังคนอื่นเขาเรื่อยไป ไม่ใช่เรื่องที่ดีเพราะสิ่งที่ทำไม่ใช่สิ่งเหมาะกับตนเอง เนื่องจากคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน และสิ่งที่คนไทยยังคงเป็นอยู่ ก็คือไม่ค่อยกล้าแสดงออกทางความคิด
ศ.ระพี อธิบายต่อว่า คำว่า “กล้า” ต้องกล้าให้ถูกกาลเทศะ รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด กรณีความเห็นไม่ตรงกันปล่อยพูดไปก่อน เราจะได้รู้จักตัวตนเขา ถ้าเขาเป็นคนโผงผางเวลาคุยกับเขาระวัง เหมือนเจอของแข็งต้องระวังรู้จักหลีกเลี่ยง อย่าไปเดินชน เพราะจะเจ็บตัว
สัจธรรมของชีวิต
แน่นอนว่าการอยู่ของคนในสังคม ย่อมมีความต่างทั้งเรื่องของวัยวุฒิ คุณวุฒิ ความคิด ฯลฯ ถือเป็นความหลากหลายที่ทุกคนต้องเผชิญ ในมุมมองของ ศ.ระพี ทุกคนต้องปรับตัวที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ผู้ใหญ่ต้องแสดงให้คนรุ่นหลังเห็นว่า ถ้าไม่มีโบราณก็ไม่มีสมัยใหม่ ขณะเดียวกัน ต้องไม่ถือตัว ว่า เป็นผู้ใหญ่ เพราะ ถ้ามีความเป็นผู้ใหญ่พอต้องมีจิตวิญญาณที่เป็นผู้ใหญ่ “ไม่ใช่” เป็นผู้ใหญ่เพราะมีอายุ แต่จิตวิญญาณที่อยู่ข้างในไม่เป็นผู้ใหญ่ หากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นทุกข์
คนส่วนใหญ่มองว่า เด็กคืออนาคต แต่สำหรับศาสตราจารย์ระพี เด็กคืออดีตของผู้ใหญ่
“เวลาผู้ใหญ่มองเด็กต้องมองในอดีตของตัวเราเองก่อนว่า แต่ก่อนนี้ขนาดอายุเท่านี้เราจะคิดอะไรได้มากแค่ไหน การไปบังคับให้เด็กคิดแบบเราจึงเป็นไปไม่ได้”
ยิ่งเด็กสมัยนี้ชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายไม่ต้องลำบากเหมือนเด็กสมัยก่อน ไม่เข้าใจ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาจะเผชิญกับความทุกข์ ยากลำบากในอนาคต ตรงนี้เป็นธรรมชาติ พ่อแม่ควรดับความทุกข์ในใจ อย่าวิตกกังวลจนเกินเหตุ
ในฐานะนักคิดและนักปฏิบัติตัวยง แนะเคล็ดลับการสร้างความสุขให้กับตนเองว่า ควรจะมีความสุขกับสิ่งตนเองมีมากกว่าที่จะไปแสวงหาความสุข เพราะจะทำให้เรามีความสุขอย่างที่เราเป็น และวิธีที่ทำให้ชนะกับทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งร่างกายที่เสื่อมไปตามวัยก็คือจิตใจของคนเรานี่เอง ทุกครั้งที่เหนื่อยหน่าย หรือพบปัญหาอุปสรรค ข้อจำกัดในชีวิต ให้เปิดใจให้กว้างและยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
“บางครั้งเราอาจไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่แต่ถ้าเราเปิดใจให้กว้างงานอะไรเราก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะทุกอย่างล้วนอยู่กับตัวเราเอง ขนาดผมอายุ 91แล้วยังทำงาน ถ้าพวกคุณท้อ ผมว่าแย่แล้วจริงไหม”
และท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิด อย่าเอาความขัดแย้งมาไว้ที่ใจ เปิดใจให้กว้าง ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความคิดที่แตกต่าง ในหลักธรรมจะทำอะไรก็ต้องมีสติ
หลักคิดการใช้ชีวิตของ ศาสตราจารย์ระพี เน้นความเรียบง่ายไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และทุกครั้งเห็นอะไรที่เป็นปัญหามักจะเข้าไปช่วยเสมอ ไม่ว่าสถานที่นั้นจะลำบากมากน้อยเพียงไร เนื่องจากมองว่า การอยู่ในที่ลำบากเท่ากับเป็นการฝึกใจตนเองให้เข้มแข็ง และสิ่งที่ติดเป็นนิสัยอย่างหนึ่งก็คือไปไหนต้องจดบันทึกที่ผ่านการสังเกต และใช้เหตุผลในการไตร่ตรอง ก่อนที่นำข้อมูลที่วิเคราะห์มาแล้วนั้นเขียนเป็นบทความ เผยแพร่สู่สาธารณชน หรือแม้กระทั่งโซเซียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊ค
“ทุกครั้งที่มีโอกาส ผมพร้อมที่จะบอกเล่าเรื่องราว ความรู้ที่มีอยู่ให้กับทุกคนผ่านงานเขียน ผ่านสื่อต่างๆไปยังคนหมู่มากถือเป็นการแชร์ประสบการณ์ แม้กระทั่งการพูดคุยกันกับลูกศิษย์ถือว่าเขาเป็นครูผม เพราะเราไม่ได้รู้ทุกอย่างบนโลกใบนี้”
ขณะเดียวกันศาสตราจารย์ระพี ไม่อยากให้เด็กสมัยนี้ดูถูกบรรพบุรุษตนเองว่าไม่มีความรู้ จึงพยายามนำเสนอเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยกี่ยวกับสิ่งต่างๆให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสรับรู้ โดยเฉพาะเรื่องข้าว ยกตัวอย่างวัชพืช (หญ้า) คนสมัยนี้มองว่าไม่มีประโยชน์ แต่ท่านมองว่า ไม่มีปัญญาที่นำมาใช้มากกว่า ผิดกับ ชาวนาสมัยก่อนนำวัชพืชเหล่านี้มาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้คุณภาพข้าวสมัยก่อนสมบูรณ์กว่าข้าวสมัยนี้
ศาสตราจารย์ระพี ฝากข้อคิดไว้ว่า ให้สร้างความดีซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เงินทอง แค่รู้จักการเป็น "ผู้ให้" ก็คือว่าทำดีแล้ว อย่างเกิดมาเป็นคนไทย เกิดมาบนแผ่นดินผืนนี้ ก็ต้องทำงานสนองคุณแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็ต้องซื่อสัตย์สุจริตด้วย นี่เป็นสิ่งสำคัญ
“ทุกวันนี้เวลาที่คนมาขอพร ผมไม่บังอาจให้พรใครหรอก เพราะทุกคนมีพรสวรรค์ในตนเองอยู่แล้ว ผมให้ได้แต่กำลังใจ” ศ.ระพี กล่าวทิ้งท้าย
บทเรียนเหล่านี้ล้วนมาจากประสบการณ์ที่ ศ.ระพี ได้ตกตะกอนและใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตมาตลอดชีวิตจนถึงทุกวันนี้








