ดีเอสไอ-ปปง.-คลัง เดินหน้ากวาดล้างขบวนการโกงแวตส่งออกเศษเหล็ก 4 พันล้าน จ่อหมายจับผู้ต้องหาล็อตแรก 10 รายสัปดาห์หน้า สั่งอายัดทรัพย์
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย ร.ต.อ.หญิงเสาวนีย์ แสวงผล รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ แวต มูลค่า 4,000 ล้านบาท จากการส่งออก เมื่อวานนี้(16 ก.ค.) หลังจากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา
นายธาริต กล่าวภายหลังการประชุมว่า คดีนี้กระทรวงการคลังร้องทุกข์ให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับกลุ่มนิติบุคคลผู้ขายสินค้าและออกใบกำกับภาษี จำนวน 20 ราย กลุ่มนิติบุคคลผู้ซื้อสินค้าขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 32 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์ขอคืนแวต ระหว่างเดือนส.ค.2555 - เม.ย. 2556
ทั้งนี้ กลุ่มคนร้ายจะรวบรวมสำเนาบัตรประชาชนจากชาวบ้านที่มีฐานะยากจน หรือ รายได้น้อย จากนั้น นำสำเนาบัตรประชาชนไปจดทะเบียนเปิดบริษัท เพื่อขึ้นทะเบียนต่อสำนักงานประกันสังคมโดยให้ค่าตอบแทนนอมินี รายละ 200-500 บาท นอกจากนี้ ได้เช่าสถานที่จัดตั้งเป็นที่ประกอบการเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นนิติบุคคลที่มีตัวตนจริง จากการตรวจสอบสถานประกอบการพบว่าเป็นเพียงห้องว่างเปล่า ไม่มีพนักงานหรืออุปกรณ์สำนักงาน และไม่เคยประกอบกิจการจริง
นายธาริต กล่าวอีกว่า สำหรับขบวนการโกงแวต แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มผู้รับซื้อเศษโลหะ และ กลุ่มส่งออกโลหะ โดยผู้ส่งออกจะทำเอกสารแสดงต้นทุนโลหะที่รับซื้อกิโลกรัมละ 600 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดถึง 60 เท่า เพื่ออำพรางว่าได้ชำระแวตตามราคารับซื้อ แล้วขอคืนแวตภายหลังการส่งออกสินค้า
ล่าสุดดีเอสไอได้สั่งอายัดเงินนิติบุคคล 53 ราย บุคคลธรรมดา 50 ราย และบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีก 4 ราย รวม 107ราย ส่วนกลุ่มบุคคลต้องสงสัยประกอบด้วยญาติและผู้อยู่เบื้องหลัง ดีเอสไอจะส่งข้อมูลให้ปปง.วิเคราะห์อาชญากรรม เพื่ออายัดทรัพย์ทุกราย และในสัปดาห์หน้าดีเอสไอจะขออนุมัติหมายจับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโกงแวตกลุ่มหนึ่งซึ่งมีผู้ต้องหาล็อตแรกประมาณ 10 ราย ส่วนผู้ที่ปรากฏรายชื่อร่วมเป็นกรรมการบริษัท 53 รายนั้น การสอบสวนเบื้องต้นพบเป็นเพียงนอมินี ซึ่งดีเอสไออาจกันตัวไว้เป็นพยาน
นอกจากนี้ ในวันที่ 17 ก.ค. ดีเอสไอจะขอรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐต้องสงสัยเป็นผู้กระทำผิดเพื่อใช้อำนาจอายัดทรัพย์ในวันที่ 17 ก.ค.ทันที โดยพื้นที่ฉ้อโกงแวตเกิดขึ้นที่สรรพากรสมุทรปราการ และสรรพากรพื้นที่ 22 หรือ เขตบางรัก โดยฉ้อโกงภาษีมาต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งเป็นการฉ้อโกงจากภาษีส่งออกเศษเหล็กเพียงอย่างเดียว
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ทั้ง 3 หน่วยจะประชุมร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 29 ก.ค. และจะสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน แต่กรณีการฉ้อโกงภาษีเกิดขึ้นจากระเบียบข้อบังคับที่จะมีการเสนอให้กระทรวงการคลังแก้ไขระเบียบข้อบังคับเพิ่มเติมเพื่อปิดช่องโหว่ต่าง ๆ และยังพบว่ามีช่องว่างการประสานงานระหว่างกรมศุลกากรและสรรพากรจนเป็นช่องว่างให้เกิดการทุจริตซึ่งจะต้องเสนอให้รัฐบาลวางมาตรการแก้ไข และกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าเกี่ยวข้องกับการทุจริตจะมีการอายัดเงินและทรัพย์สินก่อนที่จะถูกดำเนินการทางวินัย เพื่อเป็นการปราบปรามไม่ให้เกิดการฉ้อโกงภาษีขึ้นอีก
"สำหรับการฉ้อโกงภาษีที่ตรวจสอบพบคนร้ายจะเบิกถอนเงินสดทันทีเมื่อได้รับเช็คคืนภาษี ดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่จะติดตามเงินคืนกลับมาได้ทั้งหมด" นายธาริต กล่าว
ด้าน นายรังสรรค์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ติดตามข้อเท็จจริงกรณีสำแดงเท็จและอ้างว่าส่งสินค้าไปขายต่างประเทศมานานแล้ว และกำลังติดตามการส่งออกสินค้าประเภทอื่นที่มีมูลว่าเป็นการสำแดงเท็จเพื่อฉ้อโกงภาษีอีก แต่ยังไม่ขอเปิดเผยเพราะเกรงว่าผู้ต้องสงสัยจะไหวตัวทัน
วันเดียวกัน นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร แถลงถึงกรณีกระแสข่าวลือเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต)จากการส่งออก ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่มีขบวนการป้ายสีข้าราชการในช่วงนี้ เพราะใกล้ช่วงโยกย้ายตำแหน่งที่จะมีขึ้นในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งไม่ขอวิจารณ์ แต่รอดูข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการที่กำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าว







