วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กังขา'อ.สะเดา'โผล่คำแถลงหยุดยิงใต้

กังขา'อ.สะเดา'โผล่คำแถลงหยุดยิงใต้! ในช่วงเดือนรอมฎอนและเดือนเซาวัล

แม้ถ้อยแถลง "ความเข้าใจร่วมกัน" ระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับแกนนำบีอาร์เอ็นว่าด้วยการหยุดความรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอนและเดือนเซาวัล (เดือนต่อจากเดือนรอมฎอน) รวม 40 วัน จะเป็นความก้าวหน้าในกระบวนการพูดคุยสันติภาพและการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่น่าตื่นเต้นยินดีที่สุดในรอบ 1 ทศวรรษก็ตาม
ทว่าก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่เป็นคำถาม และบางประเด็นอาจส่งผลต่อกระบวนการพูดคุยเจรจาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจก่อนว่า การแถลงของทางการมาเลเซียเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นการแถลงฝ่ายเดียวโดย ดาโต๊ะ สรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติภาพ โดยไม่ได้มีตัวแทนทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยและบีอาร์เอ็นเข้าร่วมด้วย

แหล่งข่าวที่เป็นหนึ่งในคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทย ยอมรับว่า การแถลงดังกล่าวอยู่นอกแผนการพูดคุยเดิม แต่เพิ่งมีขึ้นหลังการหารือลับเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งเป็นการหารือก่อนการเปิดแถลงของ ดาโต๊ะซัมซามิน เพียงไม่กี่วัน

"ต้องยอมรับว่าเราคุยกันอย่างเป็นทางการมาแล้ว 3-4 ครั้งแต่ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้า กระทั่งเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. (ครั้งที่ 3) พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม หนึ่งในคณะพูดคุยได้เสนอเรื่องหยุดยิงช่วงรอมฎอนขึ้นมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ตกผลึกมาจากเมืองไทยแล้ว เมื่อเสนอเข้าไปในวงพูดคุยก็ปรากฏว่าทางฝ่ายบีอาร์เอ็นยอมรับ แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจน มีการไปออกคลิปยูทูบและยื่นเงื่อนไขใหม่มาอีก 7-8 ข้อ ทำให้สับสนกันไปหมด"

"ต่อมารัฐมนตรีกลาโหม (ในขณะนั้น) ได้แถลงอย่างเป็นทางการในนามรัฐบาลปฏิเสธเงื่อนไขทั้งหมดของบีอาร์เอ็น ทำให้ฝ่ายบีอาร์เอ็นเสียหน้า จากนั้นจึงมีการส่งทีมชุดเล็กไปหารือทางลับเพื่อต่อรอง ประกอบกับเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว (6 ก.ค.) ท่านนายกฯ (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะเลขาธิการโอไอซี (องค์การความร่วมมืออิสลาม) ที่ประเทศตุรกีด้วย และทางโอไอซีก็สนับสนุนเรื่องหยุดยิงเดือนรอมฎอนเต็มที่ จึงกลายเป็นแรงกดดันให้กับฝ่ายบีอาร์เอ็นมากขึ้น กระทั่งช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการหารือชุดเล็กกันอีกรอบ โดยมีผู้อำนวยความสะดวกเข้าด้วย ท่าทีของบีอาร์เอ็นก็อ่อนลงเยอะ สุดท้ายจึงตกลงกันให้มีการแถลงโดยผู้อำนวยความสะดวก"

นี่คือที่มาของการแถลงครั้งประวัติศาสตร์!

อย่างไรก็ตาม หากพลิกดูคำแถลง (ซึ่งแถลงทั้งภาษาอังกฤษและมาเลย์) โดยเฉพาะเอกสารเผยแพร่ที่เป็นภาษาอังกฤษ จะพบอย่างน้อยๆ 4 ประเด็นที่น่าห่วงกังวล กล่าวคือ

1.หัวข้อของคำแถลง ใช้คำว่า "Common Understanding" ซึ่งหมายถึง "ความเข้าใจร่วมกัน" ไม่ใช่ "ข้อตกลง" อย่างเป็นทางการ แม้เนื้อหาจะอ้างถึงการพูดคุยเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แต่ก็อ้างถึงในลักษณะของ "ความเข้าใจที่เห็นพ้องต้องกัน" ว่าจะร่วมกันทำให้เดือนรอมฎอนปลอดเหตุรุนแรง

อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ซึ่งทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารคำแถลงไม่มีลายเซ็นของตัวแทนคณะพูดคุย ไม่มีตราประทับขององค์กรแต่อย่างใดทั้งสิ้น ผิดกับการลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพเมื่อ 28 ก.พ. 2556 ที่ยังมีการลงนามของหัวหน้าคณะพูดคุย และมีตราประทับขององค์กรทั้งไทยและบีอาร์เอ็น จึงกลายเป็นคำถามว่าถ้อยแถลงนี้มีน้ำหนักแค่ไหน

สอดรับกับความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงบางรายที่ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า เนื้อหาในถ้อยแถลงเหมือนเป็นรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.มากกว่า เพราะไม่ได้ลงรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับมาตรการ และยังไม่มีสภาพบังคับกับฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตาม นอกจากถ้อยคำในลักษณะที่ว่าใครไม่ปฏิบัติก็จะถูกประณาม คล้ายเป็นมาตรการทางสังคมเท่านั้น ทั้งๆ ที่น่าจะมีการระบุไปด้วยว่าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ปฏิบัติ จะส่งผลต่อการพูดคุยหรือเจรจาในอนาคต
2.การเลือกใช้คำเกี่ยวกับมาตรการที่แต่ละฝ่ายรับว่าจะดำเนินการ แม้จะกำหนดไว้เพียงกว้างๆ แต่กลับเลือกใช้คำที่มีความหมายแตกต่างกัน โดยในฝ่ายของบีอาร์เอ็น ใช้คำว่า "put an effort" ซึ่งหมายถึง "พยายาม" และ "consideration" ซึ่งหมายถึง "การพิจารณา" หรือ "ให้ความสำคัญ" โดยทั้ง 2 คำใช้กับข้อเสนอสำคัญคือการไม่ก่อเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ แต่สำหรับฝ่ายไทยกลับใช้คำว่า "refrain" ซึ่งหมายถึง "ระงับ" หรือ "งดเว้น" ต่อการปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบ

เท่ากับว่าบีอาร์เอ็นแค่ "พยายามทำ" ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไทย "ต้องทำ" ใช่หรือไม่ หรือการใช้คำแบบนี้เพื่อสื่อว่าบีอาร์เอ็นเองก็ยอมรับกลายๆ ว่าไม่สามารถควบคุมกองกำลังติดอาวุธได้ทั้งหมดใช่หรือเปล่า

3.การกล่าวถึงอำเภอ 5 อำเภอของ จ.สงขลา ที่อยู่ในขอบข่ายของคำแถลงนี้ ประกอบด้วย อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย นาทวี และสะเดา ปรากฏว่าในคำแถลงภาษาอังกฤษกลับใช้ตัวสะกดที่ออกเสียงชื่ออำเภอไม่ตรงกับภาษาไทยจำนวน 3 อำเภอ คือ อ.จะนะ ใช้คำว่า "Chenak" อ.เทพา ใช้คำว่า "TIBA" และ อ.สะบ้าย้อย ใช้คำว่า "Sebaya" ในขณะที่ อ.นาทวี กลับใช้ภาษาอังกฤษที่ออกเสียงตรงกับภาษาไทย คือ "NATHAWI" เช่นเดียวกับสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้ตัวสะกดภาษาอังกฤษตรงตามชื่อจังหวัดอย่างเป็นทางการของไทย ทั้งปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา คำถามคือเหตุใดจึงมีความลักลั่นเช่นนี้เกิดขึ้น

4.กรณีของอำเภอสะเดา เหตุใดจึงติดกลุ่มพื้นที่ปลอดเหตุรุนแรงช่วงรอมฎอนซึ่งฝ่ายความมั่นคงไทยจะต้องไม่มีปฏิบัติการทางทหารในเชิงรุกด้วย ทั้งๆ ที่ อ.สะเดา ไม่ได้เป็นพื้นที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เหมือนกับอีก 4 อำเภอที่เหลือ และไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาความไม่มั่นคงแต่อย่างใด

ประเด็นของ อ.สะเดา หนึ่งในคณะพูดคุยสันติภาพอธิบายว่า ทราบเรื่องและได้หารือกันแล้วตั้งแต่ทางมาเลเซียส่งร่างคำแถลงมาให้พิจารณา แต่เชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นแค่คำแถลง ไม่ใช่ข้อตกลงและไม่มีการลงนามใด
อย่างไรก็ดี รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคง มองต่างมุมว่า หากเป็นแค่คำแถลง ควรประกาศเฉพาะเจตนารมณ์ยุติความรุนแรง แต่ไม่ควรลงรายละเอียดพื้นที่หรือระบุชื่ออำเภอ เพราะขณะนี้ยังไม่อยู่ในขั้นตอนของการเจรจา และยังไม่มีกลไกในการตรวจสอบประเมินผลการปฏิบัติตามข้อตกลง

แหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคง กล่าวเรื่องนี้ว่า กรณีความผิดพลาดลักลั่นที่เกิดขึ้นไม่ว่าเกิดโดยจงใจหรือไม่จงใจ ทางการไทยสมควรทักท้วง มิฉะนั้นสุดท้ายหากข้อพิพาทบานปลายกลายเป็นเรื่องดินแดน จะกลายเป็นโดน "กฎหมายปิดปาก" เหมือนกรณีปราสาทพระวิหารหรือไม่ หรือหากสถานการณ์ไม่บานปลายไปขนาดนั้น เอาแค่รัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็นตกลงกันเรื่อง "เขตปกครองพิเศษ" ก็สุ่มเสี่ยงที่บีอาร์เอ็นจะผนวกเอา อ.สะเดา เข้าไปรวมอยู่ด้วย เท่ากับเป็นการขยายพื้นที่พิพาทจาก 3 จังหวัดและ 4 อำเภอของสงขลา กลายเป็น 3 จังหวัดและ 5 อำเภอของ จ.สงขลา ใช่หรือไม่

ในขณะที่ อ.สะเดา เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ มีด่านชายแดนที่มีมูลค่าการขนส่งสินค้าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และสูงที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง

ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวที่คณะพูดคุยสันติภาพและรัฐบาลต้องมีคำตอบ!