แถลงการณ์กลุ่มเพื่อนมหิดล ฉบับที่ 1ไขปมวิกฤติสาธารณสุขไทย กรณีนโยบาย P4P
สืบเนื่องจากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ. ประดิษฐ สินธวณรงค์ ได้มีนโยบายและ สั่งการให้ โรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุขของรัฐใช้ระบบ P4P (Pay for Performance) ในการประเมิน ผลตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่ และบุคลากรที่ปฏิบัติงานบริการสุขภาพในระดับต่าง ๆ จนก่อให้เกิดกระแสการ ต่อต้าน คัดค้านอย่างกว้างขวาง ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา โดยชมรมแพทย์ชนบทและบุคคลากรในวงการ สาธารณสุขที่เป็นห่วงเป็นใยในระบบ หลักประกันสุขภาพ ที่อาจเกิดความโกลาหลอย่างใหญ่หลวง และส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ได้ริเริ่มไว้ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2544 อย่างรุนแรง
แม้ว่าประเทศทุนนิยมที่พัฒนาแล้วหลายประเทศจะได้ใช้ระบบที่เรียกว่า "เบี้ยขยัน" P4P และพบว่า ได้ผลดี ตามที่ได้มีการศึกษาโดยสถาบันวิชาการด้านสาธารณสุข ก็ยังมิได้หมายความว่าระบบดังกล่าวจะใช้ ได้ผลดีกับ ประเทศไทย ซึ่งยังคงมีปัญหาและข้อจำกัดในการเข้าถึงการบริการสุขภาพอยู่มาก มีความแตกต่าง หลากหลายใน เศรษฐานะ ความเหลื่อมล้ำอันเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งทางสังคม วัฒนธรรม ภูมิประเทศ และสถานะของบุคคล ซึ่งยังต้องได้รับการ แก้ไขอีกมาก
กลุ่มเพื่อนมหิดล เป็นองค์กรภาคีความร่วมมือของบุคลากรในแวดวงวิชาชีพสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ สุขภาพ และการพัฒนา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลที่รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม และมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบสุขภาพถ้วนหน้าที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม กัน มีความเห็นร่วมกันว่า
1. กลุ่มเพื่อนมหิดล เห็นด้วยอย่างยิ่งและสนับสนุนการดำเนินงานของชมรมแพทย์ชนบท ในการปฎิเสธ การนำระบบ P4P มาใช้ในระบบบริการสุขภาพของรัฐ เนื่องจากไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนระบบผลตอบแทน แบบเหมาจ่ายให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ในท้องถิ่นชนบทที่ทุรกันดารได้ เพราะระบบ ผลตอบแทนในท้องถิ่นชนบท (เบี้ยเหมาจ่าย) เป้าหมายหลักเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการกระจายบุคคลากรทาง การแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเพียงพอตามความต้องการ มิให้บุคคลากรเหล่านั้นกระจุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ ในเขตเมืองเท่านั้น หลักประกันสุขภาพดีถ้วนหน้า จึงจะเกิดขึ้นได้จริง
อีกทั้งการดำเนินการในระบบ P4P ที่เน้นการบันทึกกิจกรรมของตนเองเพื่อเป็นคะแนน เก็บสะสมแต้ม ทำให้แพทย์และบุคคลากรให้เวลากับการบริการผู้ป่วยได้น้อยลงทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคลากรด้วยกันเอง ปัญหาเกี่ยงกันไม่ทำงานที่ไม่ได้แต้ม ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อระบบการทำงานแบบ “ทีมสุขภาพ” ที่สำคัญยิ่งสำหรับโรงพยาบาลชุมชน หรือสถานบริการที่มีขีดจำกัดในด้านทรัพยากรบุคลากร และงบประมาณ ดังนั้นนโยบายการใช้ระบบ P4P เข้ามาทดแทนระบบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายที่ใช้อยู่เดิมแล้วจึงน่าจะเป็นการปฏิบัติที่สวนทางการกับการพัฒนาระบบ ประกันสุขภาพในระยะยาว ส่งผลให้เกิดอาการ “สมองไหล” “แพทย์ไหล” หรือ “บุคลากรไหล” จาก โรงพยาบาลชุมชน ในชนบท เข้าสู่เมืองใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบัน อัตราส่วนของแพทย์และสาธารณสุข ต่อประชากรในเขตเมืองกับชนบท ก็มีความแตกต่างกันอย่างมากมายกว่าสิบเท่าอยู่แล้ว นอกจากนี้บุคลากร เหล่านี้ส่วนหนึ่งจะไหลเข้าสู่โรงพยาบาลภาคเอกชน ภายใต้ระบบแพทย์พาณิชย์ ที่ให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งนั่นอาจเป็นการสนองต่อนโยบาย Medical Hub ของรัฐบาล แต่กลับกระทบต่อระบบสุขภาพโดยตรง ทำให้บุคลากรในระบบหลักประกันสุขภาพยิ่งลดน้อยลง ทั้งปริมาณและคุณภาพ
2. กลุ่มเพื่อนมหิดลเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างนโยบายด้านสุขภาพที่ให้เกิดความเป็นธรรมในระบบ สุขภาพ เป็นนโยบายที่เน้นการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุกระดับอย่างเสมอภาคตั้งแต่การเริ่มต้น ของนโยบาย ให้ถือเป็นภารกิจสำคัญยิ่งของภาครัฐที่จะต้องยึดถือ และนำมาสู่การปฏิบัติให้บรรลุผล เพื่อสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตย อีกทั้งนโยบายด้านสุขภาพของรัฐบาลจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ และการเข้าถึงได้ง่ายของประชาชนส่วนใหญ่ในชนบท มากกว่าเพื่อประโยชน์ของการบริการสุขภาพใน เชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษีจะได้เรียนรู้ ติดตามการ ดำเนินการนโยบายของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดและร่วมแสดงความคิดเห็น กับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย เพราะผลกระทบ จากนโยบายครั้งนี้ อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน โดยตรงได้
3. นอกจากกลุ่มเพื่อนมหิดล จะสนับสนุนการแสดงออกและปฏิบัติการทางสังคมโดยสันติวิธี ของชมรมแพทย์ชนบท กลุ่มสหวิชาชีพด้านสุขภาพ กลุ่มผู้ป่วย และเครือข่ายภาคีความร่วมมือด้านสุขภาพ ที่ต้องการสื่อสารข้อมูลและ ความคิดเห็นไปยังผู้มีส่วนรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา หรือประชาชนเจ้าของประเทศ อันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแล้ว กลุ่มเพื่อนมหิดลยังจะสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการนี้ด้วย
ด้วยจิตคารวะ
กลุ่มเพื่อนมหิดล
28 พฤษภาคม 2556









