วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ'สังคมนี้มี 'ฟาร์มสุข'

บอมบ์ - ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ...เขาคือผู้เปลี่ยนคำว่า 'ให้' เป็นคำว่า 'สร้าง' เปลี่ยน 'ผู้รับ' กลายเป็น 'ผู้ให้'

บอมบ์ - ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ...เขาคือผู้เปลี่ยนคำว่า 'ให้' เป็นคำว่า 'สร้าง' เปลี่ยน 'ผู้รับ' กลายเป็น 'ผู้ให้' ไอศกรีมเพื่อเด็กด้อยโอกาสจึงกลายเป็นไอศกรีมแห่งโอกาสที่แม้จะหวานน้อย แต่อิ่มใจแสนนาน

หนุ่มคนนี้เริ่มจุดประกายแนวคิดมอบโอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสจากจุดเล็กๆ โดยเขาเริ่มต้นเพียงปรารถนาให้เด็กด้อยโอกาสได้กินไอศกรีมอร่อย หวานน้อย เขาจึงบริจาคไอศกรีมแก่มูลนิธิเด็กทุกเดือน แน่นอนว่าผลลัพธ์ของความหวังดีคือเด็กได้กินไอศกรีมสมดังใจเขาหวัง ทว่าการบริจาคที่ดำเนินไปก็ค่อยๆ ตั้งคำถามแก่เขาว่าที่ทำอยู่นั้นยั่งยืนจริงหรือ...คำตอบคือไม่

ดังนั้นชัยฤทธิ์จึงมองหารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็นคำตอบของความยั่งยืน จากที่เคย 'ให้' โดยไม่คิดอะไร นับแต่นั้นเขา 'ให้' อย่างระมัดระวัง ไม่ปล่อยให้ผู้รับต้องรอรับเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยมือทั้งสองข้าง ชัยฤทธิ์เพียงประคับประคองให้เท่านั้น

ในวัยลุเข้าหลักสี่อย่างนี้ ชัยฤทธิ์ยังดูหน้าตาแช่มชื่นรื่นใจ เมื่อกายใจกล่าวชมใบหน้าเปล่งปลั่งของเขา ก็ถึงกับอมยิ้มแล้วน้อมรับอย่างเต็มใจ นี่อาจเป็นเพราะเขามีความสุขมาก ซึ่งเขาก็ตอบว่าอาจจะใช่...

กายใจ : ทำไมใช้ชื่อ 'ฟาร์มสุข ไอศกรีม' แทนที่จะเป็น 'ความสุข'

ฟาร์มสุข : เริ่มจากว่าเรารู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่เราทำมากๆ และเราก็อยากจะแบ่งปันความสุขนี้ไปยังคนอื่นๆ สิ่งแรกที่ได้รับแน่ๆ คือเด็กเลย รู้สึกว่าน่าจะเป็นเด็กและผู้บริโภคคนอื่นๆ ที่ได้รับประทานไอศกรีมด้วย เลยคิดว่าถ้าเราทำเป็นฟาร์มนะแล้วเพาะความสุขไปเรื่อยๆ เลยเป็น 'ฟาร์มสุข' แล้วฟาร์มก็เป็นเรื่องของนมด้วย เราก็ทำไอติมนมพอดีก็เลยมาเป็น ฟาร์มสุข

แล้วผมก็อยากให้มันยั่งยืนครับ ย้อนกลับไป 3 ปีก่อนหน้านี้ที่เราทำไอศกรีมไปแจกเด็กทำไปเรื่อยๆ ทุกเดือนบริจาคให้เด็กตามที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ คือบ้านพักพิง บ้านสงเคราะห์ วันหนึ่งก็มีคนมาพูดถึงเรื่องสิ่งที่คุณทำมันก็ดีนะ แต่มันไม่ยั่งยืน น่าจะให้มันยั่งยืน เราก็เหมือนถูกท้าทาย ทำอย่างไรให้มันยั่งยืนก็เข้าไปเรียนรู้ จนรู้ว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่ากิจการเพื่อสังคม โซเชียล เอนเทอร์ไพรซ์ มันก็เป็นจุดเริ่มต้นตรงนั้นครับ

กายใจ : เด็กๆทำไอศกรีมขาย ตอบโจทย์กิจการเพื่อสังคมแค่ไหน

ฟาร์มสุข : มันพัฒนาไปเรื่อยๆ เลยนะครับ สิ่งแรกที่คิดตอนนั้น คือ ตอนทำแผน บอมได้รับรางวัลจาก สกส. มันจะต้องมีการประกวดแผนธุรกิจ ทีนี้การทำแผนเราก็ถูกสอนกันว่าในช่วงบทสรุปผู้บริหารควรกระชับและตรงเป้าหมายที่สุด และควรจะพูดให้คนอ่านแผนเห็นภาพ ว่าจะได้รับการแก้ไขจริงๆ บอมบ์ก็เลยยกประเด็นมาประเด็นหนึ่ง คือว่า ไปเจอบทวิจัยที่เขาเขียนว่า ค่าดูแลเด็กค่าอาหารของเด็กด้อยโอกาสที่อยู่ในบ้าน ต่อคน ต่อหัว ต่อวัน ควรจะได้รับ 120 บาท แต่ในความเป็นจริงในบทวิจัยแจ้งว่า 60 ซึ่งมันไม่พอ นี่คือปัญหาที่เราอยากจะแก้ด้วยการสอนเด็กทำไอศครีม เด็กมีรายได้ตรงนี้ก็จะเพิ่มขึ้น

ทุกอย่างที่เราพูดไปในกิจการเพื่อสังคมจะต้องพิสูจน์ได้ บอมก็คิดว่าตรงนี้พิสูจน์ได้แน่ๆ เพราะว่ารายได้จากการขายไอศครีมเพิ่มขึ้น ปัญหาก็จะถูกแก้ไปเรื่อยๆ แล้วมันก็พัฒนาไปเรื่อยๆ พอเราเข้าไปทำไอติมจริงๆ เด็กมีรายได้ มันกลายเป็นว่าเรื่องรายได้ไม่สำคัญเท่าความภูมิใจของเด็ก เด็กเขาก็ภูมิใจมากกว่า เราเจอหน้ากันก็ไม่เคยพูดกับเด็กว่า วันนี้เราจะทำกันสักกี่กิโลดี

กายใจ : นับเป็นการตอบโจทย์ของตัวเองและเด็กๆด้วยใช่ไหม

ฟาร์มสุข : มากครับ แต่ไม่ใช่ว่ามันถูกตอบไปเสียทั้งหมดนะครับ มันจะมีโจทย์ใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ อย่างเช่น คุยกับเด็กปุ๊บ เด็กบอกว่าหนูมีปัญหานี้ ก็นำพาไปสู่ความคิดว่าเราจะแก้ไขปัญหาให้เด็กได้อย่างไร มันก็จะมีเรื่อยๆ แต่โจทย์เบื้องต้นที่เราบอกเรื่องรายได้ที่มันน้อยเกินไป มันก็ถูกแก้ไปในส่วนหนึ่ง แล้วก็อยากจะแก้ให้มันได้มากขึ้นไปอีก

โชคดีที่เป็นคนไม่ชอบอยู่เฉย จะแบ่งเวลาตลอด คือที่มาทำไอติมเพราะเบื่ออยู่เฉยๆ นี่ละครับ ผมมีความรู้สึกว่าจริงๆ คนไทยก็คงอยากทำดีแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน จะทำอะไร เราก็ใช้ประโยชน์จากการที่เราโผล่หน้าไปตามที่ต่างๆ แล้วก็ต่อยอดไป อย่างที่ผมบอกจริงๆ แล้วตัวไอศกรีม อยากจะให้มันเป็นเหมือนเครื่องมือสำหรับการสร้างแรงบันดาลใจแก่เด็กและสร้างแรงบันดาลใจแก่คนในสังคมด้วย

กายใจ : รายได้ของเด็กๆ เป็นอย่างไร

ฟาร์มสุข : ถ้าถามถึงรายได้ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ แม้เราจะมีข้อจำกัดทางด้านการขยายซึ่งก็ไปเชื่อมโยงกับเรื่องเงินทุน ก็ถือว่าดีมากๆ แต่ว่าก็อยากให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าตอนนี้หลายคนก็ยังจะบ่นทางเฟซบุ๊กว่าเข้าถึงยาก หาซื้อยาก แต่ว่าผมต้องการความร่วมมือในแง่ช่วยเหลือเด็กจริงๆ ไม่ใช่ทำธุรกิจ เพราะว่าผมก่อตั้งมาเพื่อเด็ก ตัวผมเองรู้สึกว่าไม่ได้ทำไอศกรีมขาย แต่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและสร้างแรงบันดาลใจให้สังคม แต่บังเอิญว่าเราทำไอติมเป็นก็เลยกลายมาเป็นเครื่องมือของเรา

รายได้ที่ได้มา ไอศกรีมหนึ่งถ้วยขายปลีกที่ 40 บาท รายได้ที่ได้มาจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือให้เด็กเป็นค่าผลิต ส่วนที่สองไปซื้อวัตถุดิบให้เด็กผลิตต่อ มันก็จะวนไม่ขาดเงินแล้วอย่างไรก็อยู่ได้ ส่วนที่สามจะถูกเก็บสะสมเอาไว้ ตอนแรกตั้งใจว่าเอาไปไว้ใช้สอนเด็กกลุ่มใหม่ๆ คือเหมือนขยายความสุขไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ผมบอกได้ว่าผมทำมาประมาณ 9 เดือน มีเงินส่วนนี้ประมาณ 8 หมื่น เงินส่วนนี้ตอนนี้ถูกแบ่งไปใช้เรื่องของการสอนภาษาอังกฤษเด็ก

เพราะเด็กบอก "อยากไปขายไอศกรีมแล้วพี่ หนูอยากออกไปขายไอศกรีม" เราก็มองทันทีว่าต้องมีอะไร ภาษาต้องได้เดี๋ยวเปิด A.E.C. เด็กในบ้านต้องเท่าเด็กข้างนอกต้องพูดได้ สองคือเรื่องของการบริการ เราต้องการให้คนประทับใจไอศกรีมเราไม่ใช่แค่ตัวไอติมแต่เป็นบริการด้วย ส่วนที่สามคือระบบบัญชี อันนี้ผมสอนได้แต่สองอันแรกนี้สอนไม่ได้ ก็โชคดีที่ไปเจอกับพี่กลุ่มหนึ่ง ไปบิ้วด์พี่กลุ่มแอร์โฮสเตสหลายๆ สายการบินรวมตัวกันแล้วก็มาสอนภาษาอังกฤษเด็กเพราะเขาก็ได้เรื่องของบริการด้วย

กายใจ : เล่าถึงการทำงานของเด็กๆให้ฟังหน่อย

ฟาร์มสุข : เริ่มต้นเด็กในบ้านพักพิงที่เราเข้าไปดูแลมีเด็กโต แต่ถ้ารวมเด็กเล็กด้วยจะมีประมาณ 200 แต่เด็กที่โตทำไอศกรีมได้จะมีประมาณ 40 คน ครั้งแรกคือ 40 คนเลย ผมจะใช้วิธีค่อยๆ ดูว่าใครสนใจทำจริงจัง จนปัจจุบันเหลือแค่ 3 คน จาก 40 คน ไม่ใช่เด็กทุกคนที่เขาสนใจทำอาหารนะครับ แต่หลังจากที่มีรายได้จากไอศกรีมเราจะหากิจกรรมอื่นสร้างรายได้เหมือนกันให้กับเด็กที่เหลือที่ไม่มีทักษะทางด้านทำอาหาร อย่างเช่น งานสกรีน งานวาดรูป ก็ว่ากันไป ปัจจุบันก็จะมีอยู่ 3 คนที่เหมือนมือขวาที่ทำแล้วแทบจะไม่ต้องคุมก็ได้ แต่เราจะใช้ช่วงเวลาตรงนี้ไปอยู่กับเขา

กายใจ : ให้เด็กมาทำไอศครีมแบบนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะไหม

ฟาร์มสุข : มากเลยครับ เป็นประเด็นที่ผมอยากพูดเลย เพราะว่าหลายๆ คนก็มาถามแม้กระทั่งเวลามาเจอส่วนตัวกับผมเอง เวลาเอาไอติมไปขายก็จะถามว่าใช้แรงงานเด็กหรือเปล่า เด็กซึ่งยังอยู่ในวัยเรียนต้องใช้เวลาเรียนก่อน คือผมก็ไม่ได้ให้เด็กทำในเวลาเรียนและเวลาที่ใช้ทำไอติมจริงๆ ก็แค่ 3 ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่ได้หนัก จริงๆ กฏหมายเขากำหนดไว้ 4 ชั่วโมง

พร้อมกับต้องแก้อุปสรรคไปเรื่อยๆ อย่างช่วงแรกจะเป็นปัญหาเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่ากิจการเพื่อสังคมว่าเราต้องการจะทำอะไรกันแน่ ในเมื่อเราบอกจะช่วยเหลือ ทำไมเราไม่ช่วยเหลือในแบบที่เขาเคยทำกันมา เช่น เอาของกินไปให้ เอาเงินไปบริจาคสิ ทำไมจะต้องให้มันวุ่นวายต้องทำไอติม จนกระทั่งมาเจอผู้บริหารที่บ้านปัจจุบันนี้ครับ ที่เขาเออ น่าสนใจแนวคิดแล้วท่านก็อนุญาตให้ทำ นั่นเป็นปัญหาช่วงแรก

ส่วนเรื่องความสุขนี่มันสุขมากขึ้นทุกวันนะครับ อยากจะทำเพิ่ม เพราะแน่นอนครับว่ามันเจอปัญหาใหม่ๆเรื่อยๆ เหนื่อยไหม แน่นอนครับสังขารมันก็เหนื่อยอยู่ เพราะเราทำทุกอย่าง กิจวัตรประจำวัน เช้ามาก็เตรียมส่งไอติม ส่งทั้งวัน ส่งเสร็จกลับมาทำบัญชีทุกวันดูตัวเลขยอดขาย ถ้ามีออเดอร์ของวันต่อไปก็ต้องทำไอติมใหม่ ตักไอติมใส่ถ้วยทีละถ้วยให้มันได้น้ำหนักตามที่เราบอกไว้ จนดึกๆ เราค่อยมาทำงานส่วนตัวแล้วนอน...วนอยู่อย่างนี้

กายใจ : เคยถามเด็กๆไหมว่าเขามาทำตรงนี้ แล้วรู้สึกอย่างไร

ฟาร์มสุข : ด้วยความบังเอิญเด็กกลุ่มที่ทำกับผมเป็นเด็กที่ช่างพูด เราก็เหมือนแลกเปลี่ยนความรู้สึกกัน แต่มันมีความรู้สึกซึ่งมันมีคำพูดหนึ่งที่รู้สึกมันช็อก ผมอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นมีรายการอยู่รายการหนึ่งเขาไปถ่ายแล้วเขาก็ให้เด็กพูดออกมา เด็กก็พูดว่า "ขอบคุณที่ทำให้หนูมีตัวตนอยู่บนโลกนี้และทำให้หนูรู้ว่าหนูไม่ได้ทำอะไรผิดเสมอไป" ผมฟังแล้ว ผมไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากเด็ก ผมไม่รู้ว่าเด็กเจออะไรมาแค่ไหน แล้วรู้สึกว่าตนเองไม่มีตัวตน เป็นไปได้อย่างไร ก็แอบภูมิใจตนเองลึกๆ แล้วก็ภูมิใจเด็กด้วยกับสิ่งที่เราตั้งใจจะช่วยเขา

กายใจ : หลายคนที่อยู่ข้างนอกมักไม่รู้ว่ามันมีความสุขอย่างไร คุณอธิบายมันได้ไหม

ฟาร์มสุข : พูดถึงเรื่องความสุขอาจจะเฉี่ยวธรรมะไปสักนิดหนึ่งนะครับว่า จริงๆ แล้วผมค้นพบด้วยตนเองจริงๆ ว่ามันมีความสุขอยู่ 3 อย่างระหว่างที่ทำฟาร์มสุข อย่างแรกเลยเป็นความสุขที่เราพบเจอทั่วๆ ไปทุกวัน เราทำงาน เรามีเงิน เราอยากได้ของเราก็ไปซื้อมา นั่นเป็นความสุขพื้นฐาน ความสุขที่สองเป็นความสุขของการให้ มันจะสุขสูงขึ้นไปอีก พอเราให้แล้วจะรู้สึกมีความสุข สุขแปลกๆ สุขมากกว่าแบบแรก สุขที่สามคือระหว่างที่เราทำไอติม เด็กก็มีความสุขก็เหมือนกับที่เขาบอกว่าเราต้องอยู่กับปัจจุบันขณะ เป็นความสุขที่ผมเจอแล้วรู้สึกว่ามันดีกว่าแบบแรกมากเลย จึงพยายามอยากให้คนทั่วไปได้สัมผัสกับตรงนี้

กายใจ : จุดเปลี่ยนของคนอีโก้มาก กลายเป็นผู้ให้ในสังคมหรือ

ฟาร์มสุข : จุดเปลี่ยนอยู่ตอนที่เราทำไอศกรีมนี่ละครับ เราอยากทานไอศกรีมที่มันหวานน้อย ก็ทำเพื่อตัวเราเองเหมือนคนทั่วไป ด้วยความที่อะไรสักอย่างทำให้เราไปนึกถึงคนอีกฟากที่ไม่สามารถเลือกได้อย่างเรา ความรู้สึกตอนนั้นคือ ง่ายจังเลย อยากกินไอติมไม่หวานมากก็ไปซื้อเครื่องทำไอติมมา 3 หมื่นแล้วก็ทำ แล้วก็นึกถึงเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ด้อยโอกาสซึ่งอยู่ในบ้านพักพิง มีแต่คนเอาไอติมหวานๆ ไปให้กิน รู้สึกว่าเราเอาไปให้เขากินบ้างดีกว่า ทำแบบหวานน้อย
ครั้งแรกเราก็จัดเต็มไปแบบของเรามีวิปครีมมีอะไรทุกอย่างเหมือนที่เราได้กินในห้าง ความรู้สึกตอนนั้นที่เด็กได้ทานไอศกรีมที่เนื้อละเอียด เนื่องจากเราใช้เครื่องทำไอติมที่แพง มันไม่ใช่ไอติมบ้านๆ แล้วก็เป็นสูตรเจลาโต โฮมเมด แล้วเด็กไม่เคยเห็นวิปครีม เด็กถามว่าพี่อะไรอ่ะ กินได้รึเปล่า ก็บอกว่ากินได้สิ เขาก็ป้ายใส่ปากแล้วความรู้สึกมันเปลี่ยน เหมือนความสุขที่ผมบอกว่าเคยเจอตอนที่เราซื้อเครื่องทำไอติมมา มันก็มีความสุขเนอะ แต่เดี๋ยวมันก็หมด ก็อยากหาไปเรื่อยๆ เหมือนอยากดูหนังเรื่องใหม่

พอไปเจอความสุขตรงนี้เราเสียตังค์ซื้อเครื่องมา เครื่องนี้มันไม่ได้แค่ให้เรามีความสุขนะเนี่ย เด็กมันสุขมากกว่าเราอีกเว้ยเฮ้ย เรารู้สึกมันเปลี่ยนนะเหมือนเสพติดนิดๆ ว่าเรามาถูกทางแล้ว เราจะทำเรื่องนี้แหละ แต่ไม่คิดว่าจะต้องบ่อยขนาดนั้น แต่พอเอาไปขึ้นเฟซบุ๊ก แล้วเล่าให้เพื่อนฟัง กลายเป็นสิ่งที่ผูกพันมา 3 ปีจนกลายเป็นความสุข

กายใจ : แล้ววางแผนสร้าง 'ฟาร์มสุข' ต่อไปอย่างไร

ฟาร์มสุข : มีฝันใหม่ๆ จากการที่ได้คุยกับเด็ก เด็กบอกว่าออกไป อยากทำไอติม ผมก็มองว่ามันจะเป็นความจริงได้อย่างไร ถ้าเด็กไม่มีเงิน เด็กกู้เงินก็ไม่ได้ ยืมเงินใครก็ไม่ได้ จู่ๆ จะลุกไปทำได้อย่างไร ในลักษณะเดียวกันผมก็ไปค้นข้อมูล เหมือนกับนักโทษที่เรียนการทำเฟอร์นิเจอร์ในเรือนจำ ออกไปทำไม่ได้ เพราะไม่มีเงินสำหรับซื้อวัสดุอุปกรณ์ เพราะก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ นี่คือสิ่งที่อยากทำ ณ ตอนนี้ ในเวลาอันใกล้นี้
ผมอยากส่งเขาให้สุดๆ ตอนนี้ถ้ามองผิวเผิน อ๋อ ดีจังเลย ไปสอนเด็กให้ทำไอติม เด็กมีรายได้ แล้วออกไปทำอย่างไรล่ะ ตอนแรกก็คิดว่าตั้งแฟรนไชส์ไหมแล้วยกให้เด็กไปเลย ก็คิดว่าเรากลับไปทำเหมือนเดิมอีกแล้ว อยู่ๆ ก็ยกให้เฉยๆ ก็กลายเป็นสร้างนิสัยให้เขารอ แบมือขอ ต้องสร้างเขาจากผู้บริโภคกลายเป็นผู้ผลิตดีกว่า นั่นเป็นสิ่งที่ต้องคิดต่อไป
ฉะนั้นตอนนี้ฟาร์มสุขเอง จริงๆ ก็อยากจะแก้ปัญหาของเด็กให้ได้เยอะๆ อยากให้เด็กมีความสุข มีความภูมิใจเหมือนที่เราก่อตั้งมันมา ส่วนสังคมเองก็เช่นเดียวกัน

ผมคาดหวังว่าอยากให้ทุกคนมีศรัทธาเหมือนเดิมว่าเราพึ่งพากันได้ เรายังมีน้ำใจต่อกัน เราไม่ได้แบ่งฝ่ายกันเหมือนที่เรารู้สึก หรือเราอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่เรายังรักใคร่กันเหมือนเมื่อก่อน